วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

เจาะกลยุทธ์ธุรกิจ OLX เร่งสร้างแบรนด์ย้ำของฟรีก็มีในโลก

 งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน 
สัมภาษณ์
จาก "สนุกคลาสซิฟาย" สู่ "ดีลฟิช" เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุดกับชื่อใหม่เอี่ยม "OLX.co.th" โดยยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือ การเป็นพื้นที่กลางบนโลกออนไลน์สำหรับให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายใช้บริการฟรี และน่าจะเป็นเว็บแรก ๆ ที่ทุ่มเงินไปกับการโปรโมตเว็บไซต์แบบปูพรมครบเครื่องทั้งสื่อใหม่สื่อเก่าครบเครื่อง (ทั้งออนไลน์, โทรทัศน์ และวิทยุ) เต็มรูปแบบ ชนิดที่ไม่เคยมีเว็บไหนในบ้านเราทำมาก่อน

เรียกว่า "ใจถึง-เงินถึง" และ "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ "ทิวา ยอร์ค" ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ และตำแหน่งในนามบัตรของเขา คือ Head Coach ของ OLX ดังต่อไปนี้

- เพิ่งมีการรีแบรนด์อีกครั้ง

OLX มีใน 100 กว่าประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยเพิ่งเปลี่ยนเป็นกลุ่มท้าย ๆ แล้ว บริษัทแม่ Naspers ต้องการให้เป็นโกลบอลแบรนด์เพื่อสื่อสารกับตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ให้ OLX ในแต่ละประเทศยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างในไทย กลุ่มพระเครื่องได้รับความนิยมมาก ทีมงานในไทยพัฒนาระบบเอง มีคนประกาศขายอยู่ 5 ล้านราย มีคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 400% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เทียบประเทศอื่น แหล่งซื้อขายแบบนี้จะเข้าถึง 80-90% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศนั้น ๆ เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน และติด 1 ใน 5 ของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศนั้น แต่ในบ้านเรา OLX อยู่อันดับ 10 แต่เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มออนไลน์มาร์เก็ตเพลส

- ไม่ใช่อีมาร์เก็ตเพลส
คอนเซ็ปต์ของเราคือ Local Commerce โมเดลแบบนี้ในต่างประเทศเวิร์ก และทำประโยชน์ให้คนไทยด้วยเน้นเป็นพื้นที่ขายสินค้ามือ 2, สินค้าแฮนด์เมด และของหายาก เป็นตลาดเฉพาะที่เน้นการนำสิ่งของรอบตัวมาขาย เป้าหมายคือให้คนไทย 1 คน เข้ามาขายของบน OLX อย่างน้อย 1 ชิ้น โอกาสที่จะขายได้ขึ้นอยู่กับสินค้า ถ้าเอารถมาประกาศขายภายใน 10 วันแล้วยังขายไม่ได้แสดงว่า ตั้งราคาไม่ OK

เราไม่ต้องการขยับเป็นอีมาร์เก็ตเพลส แม้ว่าอาจจะทำให้หารายได้ได้มากกว่า เพราะโมเดลการหารายได้ของ OLX ในต่างประเทศพิสูจน์มาแล้วว่าทำรายได้ดีเหมือนกัน และเราก็เชื่อว่า เราอยากทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น สามารถมีพื้นที่มีแหล่งขายของใกล้ตัวได้ สร้างพื้นที่ตรงกลางให้คนเอาของที่ไม่ได้ใช้มาขายได้

อีมาร์เก็ตเพลสทั่ว ๆ ไปจะเป็น B2C คือ บิสซิเนสไปยังคอนซูเมอร์ แต่ละรายถ้าเปิดร้านขายแล้วก็จะไปกระจายประกาศขายในทุกที่ สุดท้ายก็แข่งที่ราคา คนผลิตสินค้าแฮนด์เมดไปสู้ที่ราคาไม่ได้ แต่กลุ่มนี้มาลงที่ OLX ได้ คือเราเน้นที่ C2C ไม่ใช่ B2C ของที่แปลกที่สุดที่มีการนำมาประกาศขาย มีตั้งแต่รกแมว, บริการจัดงานศพให้สัตว์เลี้ยง ของที่ประกาศขายแล้วมีคนซื้อเร็วที่สุด คือกระเป๋ามือสอง แค่ 25 นาที

- รายได้ของเว็บจะมาจาก
รายได้จากการขายพื้นที่ในตำแหน่งพิเศษ และโฆษณา OLX ประเทศอื่นอาจใช้เวลา 4-6 ปี ถึงจะมีรายได้ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในการขายของมือสองอย่างไร อย่างในอเมริกามี Garage Sale เอาของไม่ใช้มาวางขายหน้าบ้านเลย แต่คนไทยไม่มีแบบนี้ อาจมีแค่บางกลุ่มที่เอาของไปเปิดท้ายขาย OLX จะช่วยทำให้การขายแบบนี้ง่ายขึ้น ความท้าทายของเราคือ ต้องทำให้เขาลุกขึ้นมาขายของชิ้นแรกให้ได้ก่อน คนไทยจะกังวลว่า ของแบบนี้จะขายได้หรือ พอเริ่มขายได้ชิ้นแรกจะเริ่มค้นหาของมาขายต่อ ๆ ไปเรื่อย ๆ

- ในไทยจะเริ่มมีรายได้เมื่อไหร่
จากฐานลูกค้า ณ เวลานี้ หากจะเปิดหารายได้เลยก็ทำได้ แต่จะไม่เพิ่ม value ให้ผู้ใช้ของเราจึงโฟกัสไปที่การสร้างระบบใช้งานให้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้นดีกว่า ถ้าฐานแน่นแล้วก็จะสามารถเพิ่มส่วนที่หารายได้เข้าไปทีหลังได้ ยังไม่มีแผนว่าจะเริ่มเมื่อใด หรือต้องถึงจุดไหนก่อนถึงจะเริ่มหารายได้

ตั้งแต่เปิดเมื่อ 20 ก.ย. 2554 มีคนถามเราตลอด แต่ไม่เห็นถามคำถามนี้กับ IG (อินสตาแกรม) เลย โมเดล OLX อาจแปลกสำหรับคนไทย แต่เป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ แนวคิดของคนไทยคือ ลงทุนแบบนี้เมื่อไรจะมีรายได้เข้ามา ทั้งที่อินสตาแกรมยังไม่มีรายได้สักสลึง เฟซบุ๊กกว่าจะมีรายได้ ก็ 4 ปีไปแล้ว กูเกิลใช้เวลา 6 ปี

ฉะนั้นรายได้ไม่สำคัญเท่าจะทำบริการให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้ ตอนนี้ถือเป็นช่วงการลงทุน เพื่อให้ได้สเกลผู้ใช้ก่อน

แล้วที่คนสงสัยว่า OLX จะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีรายได้ เรามีแหล่งทุนจาก Naspers ที่เป็นบริษัทแม่ซึ่งเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก สำนักงานใหญ่อยู่ที่เคปทาวน์ คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อ Naspers บริษัทที่ถือใน MWeb ถือในเทนเซ็นต์ของจีน

- เป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่
เชื่อว่าจะได้เห็นโมเดลแบบนี้ในไทยมากขึ้น จากบรรดาสตาร์ตอัพในไทยที่มากขึ้น หลังเริ่มมีสตาร์ตอัพรุ่นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อนที่จะเริ่มตั้งบริษัทแล้ววิ่งออกไปนายทุนข้างนอกมากขึ้น ถ้ามองไปในประเทศที่อยู่รอบข้างเรา อย่างเวียดนาม นักลงทุนต่างประเทศเข้าไปเยอะมาก ตอนนี้กระโดดมาที่อินโดนีเซียแทน จากที่เมื่อ 5 ปีก่อนแทบหาคนที่ทำงานในแวดวงอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย ตอนนี้มีเยอะแยะ กลับมามองที่ไทยต้องบอกว่า เงียบมากนักลงทุนไม่กล้าเข้ามา ปัญหา Eco System ของเราเองที่มีสตาร์ตอัพน้อยมาก มีนักลงทุนสนใจอยากเข้ามา แต่หาบริษัทจะลงทุนด้วยไม่ได้

- ปัญหาสตาร์ตอัพไทย
สตาร์ตอัพบ้านเรา คือคนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยก้าวเข้ามาในวงการนี้ และยังไม่สลัดแนวคิด สไตล์การทำงานแบบเดิม ๆ ว่าถ้าตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วต้องเป็นของฉัน

ยังยึดติดว่าธุรกิจของฉัน ๆ ต้องควบคุมมันได้ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณต้องการให้บริษัทเติบโต ต้องการผู้ร่วมทุนก็ต้องยอมที่จะขายหุ้นบางส่วนออกไป

สตาร์ตอัพในต่างประเทศไม่สนใจเรื่องอำนาจบริหารอำนาจการควบคุมกิจการ กิจการ เหมือน Baby ที่ต้องการให้เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ สถานการณ์การเมืองไทยทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยในการลงทุน ถ้าเทียบกับข้างบ้านเรา อินโดนีเซีย การเมืองนิ่งมานานก็จะกล้าลงทุนมากขึ้น

- Naspers ยังลงทุนในไทย
ลงทุนในไทยมานาน และเชื่อมั่นตลาดไทย ที่ผ่านมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ ยุโรปตะวันออก

- ความท้าทายในตลาดไทย


พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ต้องบอกว่าเรามี 2 ประเทศ ในประเทศเดียว คือ มีประเทศกรุงเทพฯกับประเทศต่างจังหวัด ซึ่งผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่างกันเลย

เรามีทราฟฟิกมาจากกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดอย่างละครึ่ง ผู้บริโภคในกรุงเทพฯออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนแต่อัตราการเติบโตของทราฟฟิกที่มาจากต่างจังหวัดก็เยอะมาก

เป้าหมายในการทำตลาดของเรา คงเน้นให้มีลูกค้ากระจายไปทั่ว ๆ ตามสัดส่วนของประชากรทั้งประเทศ ให้ไปถึงชีวิตคนไทยจริง ๆ ทราฟฟิกของเราตอนนี้

อันดับ 1 คือ กรุงเทพฯและปริมณฑล เชียงใหม่ โคราช อยุธยา สงขลา ระยอง

ช่องทางใช้งานก็เปลี่ยนไปจากยอดผู้ใช้ผ่านโมบายที่มีราว 18% ปีที่แล้ว ตอนนี้เพิ่มเป็น 51% ก้าวกระโดดไปไกลเกินกว่าจะคาดเดาได้ จริง ๆ สถิติที่เห็นในตลาดโลก

พบว่า การเข้าเว็บผ่านโมบายจะแซงหน้าพีซีเกือบทุกเว็บในครึ่งปีแรกของปีนี้

อัตราการเติบโตของคนเข้าเว็บ OLX ถ้าจะไปได้เร็วพร้อมการเพิ่มขึ้นของอัตราคนใช้เน็ตในไทย ขณะนี้คนเข้า OLX ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรคนใช้เน็ต ปีที่แล้วเพิ่ม 400% ตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาได้จากที่ใช้ผ่านโมบาย 51% สิ้นปีถึง 70%

- ปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือ
ต้องพัฒนาหน้าเว็บกับแอปพลิเคชั่นให้รับกับแต่ละอุปกรณ์ ต้องแยกชัดเจนว่าสำหรับเดสก์ทอป โมบาย แท็บเลต ปีนี้จะมีแอปสำหรับแท็บเลตโดยเฉพาะ เพราะถึงเป็นสมาร์ทดีไวซ์เหมือนกัน แต่การใช้งานไม่เหมือนกัน โมบายอยู่ติดกับตัวตลอด หน้าจอเล็ก วิธีการใช้ก็แบบหนึ่ง ถ้าเป็นแท็บเลตการใช้ส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านค่อย ๆ เปิดดูไปเรื่อยๆ หน้าจอใหญ่กว่าการนำทางไปยังจุดเชื่อมต่ออื่นง่ายกว่าโมบายที่จอเล็กกว่า

และจะปูพรมโฆษณาออนไลน์กับทีวีซีนไปให้ทั่วแล้วส่งทีมงานเข้าไปลง พื้นที่ตั้งบูทตามต่างจังหวัดเพื่อคุยกับลูกค้าฟังฟีดแบ็กและให้ลูกค้าได้ ทดลองใช้ เป็นกิจกรรมที่เพิ่งเริ่มทำในปีนี้ ตั้งใจว่าจะไปให้ถึง 10 จังหวัด แต่คงไม่ถึงขั้นจัด Workshop เพราะไม่ได้เน้นนักขายมืออาชีพ แต่ต้องการให้ทุกคนลุกขึ้นมาขายบน OLX ได้

เป้าหมายคือ ใช้งานให้ง่ายที่สุด

อาม่าเปิดหาซื้อของได้ กดถ่ายรูปส่งของมาวางขายได้เองลูกหลานไม่ต้องช่วย นั่นแสดงว่า เราใช่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น

- ปัญหาเศรษฐกิจมีผลกระทบ


เท่าที่เจอมาทั่วโลก ยิ่งเศรษฐกิจแย่ คนยิ่งอยากปล่อยของในบ้านออกมา ส่วนมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในไทยประเมินได้ยาก

ในส่วนอีคลาสซิฟาย OLX มีมาร์เก็ตแชร์ 90% ลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มวัยที่เริ่มมีสมบัติและต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนของ คู่แข่งมีบ้างแต่ไม่ค่อยได้สนใจที่สนใจมากกว่าคือการสร้างบริการให้ตรงใจ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ล่วงหน้าถ้าใครคิดได้ก่อนจะ รวยก่อน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น