วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

เจาะกลยุทธ์ธุรกิจ OLX เร่งสร้างแบรนด์ย้ำของฟรีก็มีในโลก

 งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน 
สัมภาษณ์
จาก "สนุกคลาสซิฟาย" สู่ "ดีลฟิช" เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ล่าสุดกับชื่อใหม่เอี่ยม "OLX.co.th" โดยยังคงคอนเซ็ปต์เดิม คือ การเป็นพื้นที่กลางบนโลกออนไลน์สำหรับให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายใช้บริการฟรี และน่าจะเป็นเว็บแรก ๆ ที่ทุ่มเงินไปกับการโปรโมตเว็บไซต์แบบปูพรมครบเครื่องทั้งสื่อใหม่สื่อเก่าครบเครื่อง (ทั้งออนไลน์, โทรทัศน์ และวิทยุ) เต็มรูปแบบ ชนิดที่ไม่เคยมีเว็บไหนในบ้านเราทำมาก่อน

เรียกว่า "ใจถึง-เงินถึง" และ "ประชาชาติธุรกิจ" ฉบับนี้มีโอกาสพูดคุยกับ "ทิวา ยอร์ค" ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ และตำแหน่งในนามบัตรของเขา คือ Head Coach ของ OLX ดังต่อไปนี้

- เพิ่งมีการรีแบรนด์อีกครั้ง

OLX มีใน 100 กว่าประเทศทั่วโลก แต่ในประเทศไทยเพิ่งเปลี่ยนเป็นกลุ่มท้าย ๆ แล้ว บริษัทแม่ Naspers ต้องการให้เป็นโกลบอลแบรนด์เพื่อสื่อสารกับตลาดได้ง่ายขึ้น แต่ให้ OLX ในแต่ละประเทศยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัว อย่างในไทย กลุ่มพระเครื่องได้รับความนิยมมาก ทีมงานในไทยพัฒนาระบบเอง มีคนประกาศขายอยู่ 5 ล้านราย มีคนเข้าเว็บไซต์เพิ่มขึ้น 400% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เทียบประเทศอื่น แหล่งซื้อขายแบบนี้จะเข้าถึง 80-90% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศนั้น ๆ เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน และติด 1 ใน 5 ของเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในประเทศนั้น แต่ในบ้านเรา OLX อยู่อันดับ 10 แต่เป็นอันดับ 1 ในกลุ่มออนไลน์มาร์เก็ตเพลส

- ไม่ใช่อีมาร์เก็ตเพลส
คอนเซ็ปต์ของเราคือ Local Commerce โมเดลแบบนี้ในต่างประเทศเวิร์ก และทำประโยชน์ให้คนไทยด้วยเน้นเป็นพื้นที่ขายสินค้ามือ 2, สินค้าแฮนด์เมด และของหายาก เป็นตลาดเฉพาะที่เน้นการนำสิ่งของรอบตัวมาขาย เป้าหมายคือให้คนไทย 1 คน เข้ามาขายของบน OLX อย่างน้อย 1 ชิ้น โอกาสที่จะขายได้ขึ้นอยู่กับสินค้า ถ้าเอารถมาประกาศขายภายใน 10 วันแล้วยังขายไม่ได้แสดงว่า ตั้งราคาไม่ OK

เราไม่ต้องการขยับเป็นอีมาร์เก็ตเพลส แม้ว่าอาจจะทำให้หารายได้ได้มากกว่า เพราะโมเดลการหารายได้ของ OLX ในต่างประเทศพิสูจน์มาแล้วว่าทำรายได้ดีเหมือนกัน และเราก็เชื่อว่า เราอยากทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น สามารถมีพื้นที่มีแหล่งขายของใกล้ตัวได้ สร้างพื้นที่ตรงกลางให้คนเอาของที่ไม่ได้ใช้มาขายได้

อีมาร์เก็ตเพลสทั่ว ๆ ไปจะเป็น B2C คือ บิสซิเนสไปยังคอนซูเมอร์ แต่ละรายถ้าเปิดร้านขายแล้วก็จะไปกระจายประกาศขายในทุกที่ สุดท้ายก็แข่งที่ราคา คนผลิตสินค้าแฮนด์เมดไปสู้ที่ราคาไม่ได้ แต่กลุ่มนี้มาลงที่ OLX ได้ คือเราเน้นที่ C2C ไม่ใช่ B2C ของที่แปลกที่สุดที่มีการนำมาประกาศขาย มีตั้งแต่รกแมว, บริการจัดงานศพให้สัตว์เลี้ยง ของที่ประกาศขายแล้วมีคนซื้อเร็วที่สุด คือกระเป๋ามือสอง แค่ 25 นาที

- รายได้ของเว็บจะมาจาก
รายได้จากการขายพื้นที่ในตำแหน่งพิเศษ และโฆษณา OLX ประเทศอื่นอาจใช้เวลา 4-6 ปี ถึงจะมีรายได้ ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมในการขายของมือสองอย่างไร อย่างในอเมริกามี Garage Sale เอาของไม่ใช้มาวางขายหน้าบ้านเลย แต่คนไทยไม่มีแบบนี้ อาจมีแค่บางกลุ่มที่เอาของไปเปิดท้ายขาย OLX จะช่วยทำให้การขายแบบนี้ง่ายขึ้น ความท้าทายของเราคือ ต้องทำให้เขาลุกขึ้นมาขายของชิ้นแรกให้ได้ก่อน คนไทยจะกังวลว่า ของแบบนี้จะขายได้หรือ พอเริ่มขายได้ชิ้นแรกจะเริ่มค้นหาของมาขายต่อ ๆ ไปเรื่อย ๆ

- ในไทยจะเริ่มมีรายได้เมื่อไหร่
จากฐานลูกค้า ณ เวลานี้ หากจะเปิดหารายได้เลยก็ทำได้ แต่จะไม่เพิ่ม value ให้ผู้ใช้ของเราจึงโฟกัสไปที่การสร้างระบบใช้งานให้ง่ายขึ้นสะดวกขึ้นดีกว่า ถ้าฐานแน่นแล้วก็จะสามารถเพิ่มส่วนที่หารายได้เข้าไปทีหลังได้ ยังไม่มีแผนว่าจะเริ่มเมื่อใด หรือต้องถึงจุดไหนก่อนถึงจะเริ่มหารายได้

ตั้งแต่เปิดเมื่อ 20 ก.ย. 2554 มีคนถามเราตลอด แต่ไม่เห็นถามคำถามนี้กับ IG (อินสตาแกรม) เลย โมเดล OLX อาจแปลกสำหรับคนไทย แต่เป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ แนวคิดของคนไทยคือ ลงทุนแบบนี้เมื่อไรจะมีรายได้เข้ามา ทั้งที่อินสตาแกรมยังไม่มีรายได้สักสลึง เฟซบุ๊กกว่าจะมีรายได้ ก็ 4 ปีไปแล้ว กูเกิลใช้เวลา 6 ปี

ฉะนั้นรายได้ไม่สำคัญเท่าจะทำบริการให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ได้ ตอนนี้ถือเป็นช่วงการลงทุน เพื่อให้ได้สเกลผู้ใช้ก่อน

แล้วที่คนสงสัยว่า OLX จะอยู่อย่างไรเมื่อไม่มีรายได้ เรามีแหล่งทุนจาก Naspers ที่เป็นบริษัทแม่ซึ่งเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก สำนักงานใหญ่อยู่ที่เคปทาวน์ คนไทยอาจไม่คุ้นชื่อ Naspers บริษัทที่ถือใน MWeb ถือในเทนเซ็นต์ของจีน

- เป็นโมเดลธุรกิจแบบใหม่
เชื่อว่าจะได้เห็นโมเดลแบบนี้ในไทยมากขึ้น จากบรรดาสตาร์ตอัพในไทยที่มากขึ้น หลังเริ่มมีสตาร์ตอัพรุ่นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อนที่จะเริ่มตั้งบริษัทแล้ววิ่งออกไปนายทุนข้างนอกมากขึ้น ถ้ามองไปในประเทศที่อยู่รอบข้างเรา อย่างเวียดนาม นักลงทุนต่างประเทศเข้าไปเยอะมาก ตอนนี้กระโดดมาที่อินโดนีเซียแทน จากที่เมื่อ 5 ปีก่อนแทบหาคนที่ทำงานในแวดวงอินเทอร์เน็ตไม่ได้เลย ตอนนี้มีเยอะแยะ กลับมามองที่ไทยต้องบอกว่า เงียบมากนักลงทุนไม่กล้าเข้ามา ปัญหา Eco System ของเราเองที่มีสตาร์ตอัพน้อยมาก มีนักลงทุนสนใจอยากเข้ามา แต่หาบริษัทจะลงทุนด้วยไม่ได้

- ปัญหาสตาร์ตอัพไทย
สตาร์ตอัพบ้านเรา คือคนรุ่นใหม่ยังไม่ค่อยก้าวเข้ามาในวงการนี้ และยังไม่สลัดแนวคิด สไตล์การทำงานแบบเดิม ๆ ว่าถ้าตั้งบริษัทขึ้นมาแล้วต้องเป็นของฉัน

ยังยึดติดว่าธุรกิจของฉัน ๆ ต้องควบคุมมันได้ทุกอย่าง แต่ถ้าคุณต้องการให้บริษัทเติบโต ต้องการผู้ร่วมทุนก็ต้องยอมที่จะขายหุ้นบางส่วนออกไป

สตาร์ตอัพในต่างประเทศไม่สนใจเรื่องอำนาจบริหารอำนาจการควบคุมกิจการ กิจการ เหมือน Baby ที่ต้องการให้เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือ สถานการณ์การเมืองไทยทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยในการลงทุน ถ้าเทียบกับข้างบ้านเรา อินโดนีเซีย การเมืองนิ่งมานานก็จะกล้าลงทุนมากขึ้น

- Naspers ยังลงทุนในไทย
ลงทุนในไทยมานาน และเชื่อมั่นตลาดไทย ที่ผ่านมาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกาใต้ ยุโรปตะวันออก

- ความท้าทายในตลาดไทย


พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว ต้องบอกว่าเรามี 2 ประเทศ ในประเทศเดียว คือ มีประเทศกรุงเทพฯกับประเทศต่างจังหวัด ซึ่งผู้บริโภคมีพฤติกรรมต่างกันเลย

เรามีทราฟฟิกมาจากกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดอย่างละครึ่ง ผู้บริโภคในกรุงเทพฯออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนแต่อัตราการเติบโตของทราฟฟิกที่มาจากต่างจังหวัดก็เยอะมาก

เป้าหมายในการทำตลาดของเรา คงเน้นให้มีลูกค้ากระจายไปทั่ว ๆ ตามสัดส่วนของประชากรทั้งประเทศ ให้ไปถึงชีวิตคนไทยจริง ๆ ทราฟฟิกของเราตอนนี้

อันดับ 1 คือ กรุงเทพฯและปริมณฑล เชียงใหม่ โคราช อยุธยา สงขลา ระยอง

ช่องทางใช้งานก็เปลี่ยนไปจากยอดผู้ใช้ผ่านโมบายที่มีราว 18% ปีที่แล้ว ตอนนี้เพิ่มเป็น 51% ก้าวกระโดดไปไกลเกินกว่าจะคาดเดาได้ จริง ๆ สถิติที่เห็นในตลาดโลก

พบว่า การเข้าเว็บผ่านโมบายจะแซงหน้าพีซีเกือบทุกเว็บในครึ่งปีแรกของปีนี้

อัตราการเติบโตของคนเข้าเว็บ OLX ถ้าจะไปได้เร็วพร้อมการเพิ่มขึ้นของอัตราคนใช้เน็ตในไทย ขณะนี้คนเข้า OLX ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรคนใช้เน็ต ปีที่แล้วเพิ่ม 400% ตอนนี้ไม่สามารถคาดเดาได้จากที่ใช้ผ่านโมบาย 51% สิ้นปีถึง 70%

- ปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือ
ต้องพัฒนาหน้าเว็บกับแอปพลิเคชั่นให้รับกับแต่ละอุปกรณ์ ต้องแยกชัดเจนว่าสำหรับเดสก์ทอป โมบาย แท็บเลต ปีนี้จะมีแอปสำหรับแท็บเลตโดยเฉพาะ เพราะถึงเป็นสมาร์ทดีไวซ์เหมือนกัน แต่การใช้งานไม่เหมือนกัน โมบายอยู่ติดกับตัวตลอด หน้าจอเล็ก วิธีการใช้ก็แบบหนึ่ง ถ้าเป็นแท็บเลตการใช้ส่วนใหญ่อยู่ที่บ้านค่อย ๆ เปิดดูไปเรื่อยๆ หน้าจอใหญ่กว่าการนำทางไปยังจุดเชื่อมต่ออื่นง่ายกว่าโมบายที่จอเล็กกว่า

และจะปูพรมโฆษณาออนไลน์กับทีวีซีนไปให้ทั่วแล้วส่งทีมงานเข้าไปลง พื้นที่ตั้งบูทตามต่างจังหวัดเพื่อคุยกับลูกค้าฟังฟีดแบ็กและให้ลูกค้าได้ ทดลองใช้ เป็นกิจกรรมที่เพิ่งเริ่มทำในปีนี้ ตั้งใจว่าจะไปให้ถึง 10 จังหวัด แต่คงไม่ถึงขั้นจัด Workshop เพราะไม่ได้เน้นนักขายมืออาชีพ แต่ต้องการให้ทุกคนลุกขึ้นมาขายบน OLX ได้

เป้าหมายคือ ใช้งานให้ง่ายที่สุด

อาม่าเปิดหาซื้อของได้ กดถ่ายรูปส่งของมาวางขายได้เองลูกหลานไม่ต้องช่วย นั่นแสดงว่า เราใช่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น

- ปัญหาเศรษฐกิจมีผลกระทบ


เท่าที่เจอมาทั่วโลก ยิ่งเศรษฐกิจแย่ คนยิ่งอยากปล่อยของในบ้านออกมา ส่วนมูลค่าตลาดซื้อขายออนไลน์ในไทยประเมินได้ยาก

ในส่วนอีคลาสซิฟาย OLX มีมาร์เก็ตแชร์ 90% ลูกค้าเป้าหมายคือกลุ่มวัยที่เริ่มมีสมบัติและต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยนของ คู่แข่งมีบ้างแต่ไม่ค่อยได้สนใจที่สนใจมากกว่าคือการสร้างบริการให้ตรงใจ พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ล่วงหน้าถ้าใครคิดได้ก่อนจะ รวยก่อน

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  จากความสำเร็จของบริษัทแอปเปิล ทำให้หลายฝ่ายสงสัยและต้องการทราบว่า เบื้องหลังความสำเร็จและแนวคิดในแบบแอปเปิลนั้นเป็นอย่างไร  
ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

   จากความสำเร็จของบริษัทแอปเปิล ทำให้หลายฝ่ายสงสัยและต้องการทราบว่า เบื้องหลังความสำเร็จและแนวคิดในแบบแอปเปิลนั้นเป็นอย่างไร
วันนี้เรามี 10 วิธีในการคิดต่างตามแบบแอปเปิล ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ที่ทำให้แอปเปิลพัฒนามาจนถึงวันนี้
เป็นที่รู้กันว่า พนักงานของบริษัทแอปเปิลตั้งแต่เริ่มทำงานมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาถูกปลูกฝังด้วยคำว่า Think Different หรือ คิดต่าง ซึ่งแม้ว่าคำๆนี้จะมีลักษณะที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม และปฏิบัติตามได้ยาก แต่ดูเหมือนว่าพนักงานของแอปเปิลทุกคนจะเรียนรู้ และปฏิบัติตามได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมา ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า การคิดต่างในแบบแอปเปิลนั้น ได้ทำให้บริษัทก้าวมาไกลเพียงใด
สตี ฟ โทบัก ที่ปรึกษา นักเขียน และผู้บริหารระดับอาวุโสของบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ ที่คร่ำหวอดในวงการมานานกว่า 20 ปี ได้ทำการศึกษาบุคคลที่ร่วมงานกับแอปเปิล  ที่เขาเปรียบเทียบว่า วัฒนธรรมแบบแอปเปิลเหมือนการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของบริษัทในสหรัฐฯ เพราะแอปเปิลได้ฉีกทุกกฎที่ทุกคนเคยทำไว้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโทบักได้ข้อสรุปออกมาเป็น 10 วิธีที่คิดต่างในแบบแอปเปิล ที่ทำให้บริษัทนี้ โดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ และพลิกฟื้นจากบริษัทที่ใกล้ล้มละลาย มาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงเป็นอันดับสองของโลก ดังนี้
1. เสริมสร้างให้พนักงานคิดต่าง  พนักงานคนหนึ่งของแอปเปิลกล่าวว่า สตีฟ จ็อบส์มักจะพูดเสมอว่าเราต้องทำสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น และเขาเชื่อว่าพวกเราทำได้
2. สิ่งที่สำคัญคือการให้คุณค่า อย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย  พนักงาน ของแอปเปิลทุกคนเห็นว่าออฟฟิศเป็นสถานที่ที่สนุกที่จะทำงาน ดังนั้นพวกเขาจึงอยู่กันอย่างไร้กฎระเบียบ ใครจะทำอะไรก็ได้ แต่ว่างานต้องเสร็จเรียบร้อย ซึ่งโทบักเคยเข้าประชุมร่วมกับผู้บริหารของแอปเปิล ที่มาร่วมประชุมด้วยเท้าเปล่า ที่น่าแปลกก็คือไม่มีใครสังเกตเห็นซะด้วยซ้ำ
3. รักและใส่ใจกับผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
4. ทำทุกสิ่งที่สำคัญ และทำจากใจ โทบักต้องข้อสังเกตว่า การบริหารงานของแอปเปิลนั้นจะไม่มีการแยกฝ่ายกันอย่างชัดเจน ทุกอย่างต้องทำภายใต้การรับผิดชอบร่วมกัน
5. ดูแลการตลาดอย่างใกล้ชิด จ็อบส์ ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดเป็นอย่างมาก โดยแอปเปิลจะไม่มีการจ้างบริษัทอื่นเพื่อมาทำการวิจัยทางการตลาด แต่พวกเขามีทีมเป็นของตัวเองในการรับผิดชอบเรื่องนี้
6. ควบคุมสาส์นที่จะสื่อออกไปถึงผู้บริโภค ซึ่งแอปเปิลจะมีวิธีการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการประชาสัมพันธ์บริษัทที่แตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด
7. สิ่งเล็กๆน้อยๆก็อาจสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้  พนักงานของแอปเปิลรู้ซึ้งถึงแนวคิดนี้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ระหว่างการเปิดตัวไอโฟน 4 ซึ่งเป็นช่วงที่พนักงานทุกคนทำงานอย่างหนัก ผู้บริหารก็สั่งอาหารอย่างดีมาให้ บางสาขาถึงกับลงทุนจ้างพนักงานนวดมาเพื่อนวดคลายเส้นให้แก่พนักงานของแอ ปเปิลโดยเฉพาะ
8. อย่าปล่อยให้คนทำงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องปล่อยให้พวกเขาทำงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  จ็อบส์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า หน้าที่หลักของเขาคือทำยังไงให้พนักงานทำงานดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบก็คือ เขาจะต้องคอยผลักดันให้พนักงานทุกคนก้าวหน้า
9. เมื่อคุณค้นพบว่าสิ่งนั้นทำแล้วได้ผล จงทำต่อไปเรื่อยๆ  แอปเปิลเป็นบริษัทที่ทำในสิ่งที่ตนเองถนัด และพัฒนาจนสิ่งนั้นๆล้ำหน้ากว่าคนอื่น
10. การคิดต่าง จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ในงานวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดว่า อย่าปล่อยให้เสียงหรือความคิดของคนอื่น ดังกว่าเสียงหรือความคิดของตัวคุณเอง ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณคิดจะแตกต่างจากคนอื่นแค่ไหน จงเชื่อมั่นและทำต่อไป

 

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร

ข้อปฏิบัติ 10 ข้อ สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพภายใน

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  
      ข้อปฏิบัติ 10 ข้อ สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มศักยภาพภายใน

1 หัดคิดแต่ด้านบวก แล้วเราจะรู้ว่ามีแต่สิ่งที่เป็นไปได้
2 หัดฝัน แล้วเราจะรู้ว่าโลกนี้น่าอยู่
3 หัดพูดแต่ด้านบวก แล้วเราจะรู้ว่ามีคนอีกมากมายที่รักเรา
4 ลองเขย่งดูสิ แล้วเราจะรู้ว่าเรายังสูงขึ้นอีก
5 ลองทำบ้าดูสิ แล้วเราจะรู้ว่าคนอื่นก็กลัวเราเป็นเหมือนกัน
6 ลองทนดูสิ แล้วเราจะรู้ว่าเรามีความอดทนยิ่งกว่าใครๆ
7 หัดฟาดฟันกับอุปสรรคดูสิ  แล้วเราจะรู้ว่าเราคือคนที่เข้มแข็ง
8 ลองออกกำลังกายทุกวันดูสิ   แล้วเราจะรู้ว่าเราคือมนุษย์เจ้าพลังคนหนึ่ง
9 หัดยิ้มดูสิ แล้วเราจะรู้ว่าเราคือคนที่น่ารัก
10 ลองคิดใหญ่ดูสิแล้วเราก็จะรู้ว่าเรามีความฮึกเหิมอย่างน่าแปลกใจ

ที่มา  : http://www.thaireaderclub.com

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

จดหมายของพ่อ

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  
วีดีโอนี้ คุณโทรหาพ่อแม่ครั้งสุดท้าย เมื่อไหร่ คุณอาจจะไม่รู้ว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไร จนกว่าจะได้ชมวีดีโอนี้ "จดหมายจากพ่อ"

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
พ่อของผมเป็นคนดุ เสียงดังและมักจะอารมณ์เสียกับเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อผมยังเป็นเด็กวัยรุ่น ผมไม่เคยเข้าใจกับคำสั่งของพ่อเลย บางอย่างมันก็เป็นเรื่อง ที่ฝืนความรู้สึกของผมโดยสิ้นเชิง การไปเตะฟุตบอลแล้วกลับบ้านค่ำ เหมือนเพื่อนคนอื่นไม่ถูกต้องนัก ในสายตาของพ่อ ผมต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านทุกวัน บางครั้งผมก็คิดว่าพ่อไม่เคยเข้าใจผมเลย ไม่ได้รักผมเลยแม้แต่นิดเดียว
เดือน ธันวาคมของทุกปี โรงเรียนของผมมีการจัดงานวันพ่อ โดยมากจะมีการจัดบอร์ดเกี่ยวกับในหลวง แต่ปีนี้มีอะไรที่พิเศษกว่า อาจารย์ให้พวกเราเขียนการ์ดวันพ่อ การ์ดจะต้องถูกทำขึ้นเองและให้อาจารย์ตรวจก่อนส่งทางไปรษณีย์ไปที่บ้านของ แต่ละคน สำหรับผมแล้วเรื่องการ์ดนี้ไม่ได้มีความสำคัญไปมากกว่า การได้เตะฟุตบอล หรือว่าเตะตะกร้อ กับเพื่อนเลย มันออกจะเป็นความกระดากอายด้วยซ้ำ ที่จะต้องเขียนการ์ดอวยพรให้กับพ่อ หลายวันนั้นผมทำอะไรหลายอย่างกว่าจะได้ทำการ์ด ก็เป็นวันสุดท้ายก่อนที่จะส่งการ์ดสีฟ้า ทำมาจากกระดาษแข็งที่เหลือมาจากจัดบอร์ดที่โรงเรียน ลายขลิบสีทองข้างๆผมก็ได้มาจากหมวกวันปีใหม่เก่าๆของน้อง ผมเขียนข้อความลงไปว่า ขอให้พ่อมีความสุขและหายป่วยจากโรคที่เป็นอยู่
ผม คิดว่าถ้าผมเป็นอาจารย์ไอ้การ์ดใบนี้คงได้คะแนนไม่เกินห้าจากเต็มสิบแน่ๆ  สองวันต่อมาผมกะว่าการ์ดจะต้องถูกส่งมาถึงที่บ้าน ทุกเย็นเมื่อกลับถึงบ้านผมจะรีบไปที่ตู้ไปรษณีย์เพื่อที่จะเก็บการ์ดของผม ก่อนพ่อจะได้รับมัน หลายวันต่อมาผมก็ไม่เห็นมีการ์ดส่งมาที่บ้าน แล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไป วันหนึ่งพ่อใช้ให้ผมไปหยิบของที่โต๊ะบัญชี เมื่อไขล็อคกุญแจและดึงลิ้นชักออกมา ผมพบการ์ดใบนั้นวางอยู่ ผมไม่รู้ว่าพ่ออ่านมันรึยัง ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือเจ้าการ์ดใบนี้คือสิ่งที่ไม่น่าเก็บไว้ มันไม่ได้ทำมาจากความตั้งใจของผมเลยมันน่าจะหายไป  แต่ ว่าผมก็ยังไม่อยากจะทิ้งมันไปเลยนำมันซ่อนไว้ในลิ้นชักข้างๆกัน ต่อมาเมื่อผมเปิดลิ้นชักอีกครั้งก็พบการ์ดใบนี้วางอยู่เสมอ คราวนี้ทุกครั้งที่ผมเจอมันผมจะนำมันไปเก็บไว้ที่อื่นเสมอ และไม่ว่ากี่ครั้งที่ผมเปิดลิ้นชักเดิมก็จะพบว่ามันอยู่ที่เดิมเสมอ ครั้งสุดท้ายที่ผมพบมัน ผมเก็บมันไว้ในที่ที่คิดว่าจะไม่เจอมันอีกเลย และ เรื่องนี้พ่อกับผมไม่เคยพูดถึงมันเลย
จาก นั้นไม่นานพ่อก็จากไปด้วยโรคประจำตัว ห้องของพ่อเหมือนกับถูกปิดตาย ไม่มีธุระจำเป็นจริงๆหรือว่าทำความสะอาด ก็จะไม่มีคนเข้าไปในห้องนั้นเลย ผมเข้ามาเรียนต่อในที่ใหม่มีเรื่องใหม่ ให้พบให้เจอทุกวัน ความทรงจำหลายอย่างเกี่ยวกับพ่อก็จางหายไป....
จน วันหนึ่งผมเจอปัญหา ในหัวของผมมีแต่เรื่องสับสน อยากหนีปัญหาไปไกลๆไม่อยากเจอแม้แต่ผู้คน ผมกลับมาที่บ้านไขกุญแจห้องพ่อแล้วเข้าไปในนั้น ที่ห้องของพ่อทุกอย่างยังเหมือนเดิม ข้าวของทุกชิ้นยังอยู่ครบเหมือนครั้งที่พ่อยังอยู่ ในห้องเงียบมากผมได้ยิน แม้แต่เสียงหัวใจของตัวเอง ผมเดินไปที่โต๊ะบัญชีที่พ่อมักจะนั่งอยู่ที่นั่นเสมอ ตอนนั้นผมคิดว่าถ้าพ่อยังอยู่พ่อจะทำอย่างไร จะแนะนำผมอย่างไร แล้วจะช่วยผมแก้ปัญหาอย่างไร ทันใดนั้นผมคิดถึงเรื่องเก่าๆเรื่องนึงขึ้นมา ผมรีบเอากุญแจไขลิ้นชักโต๊ะบัญชี ด้วยความหวังว่ามันจะยังอยู่ เมื่อเปิดลิ้นชักผมก็พบมัน การ์ดสีฟ้าขลิบทองยังดูโดดเด่นอยู่ลิ้นชักของพ่อ มันยังอยู่ ที่เดิมเหมือนทุกครั้ง

  ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่าพ่อรักผมมากขนาดไหน
   ทุกครั้งที่การ์ดใบนี้หายไปพ่อจะหามันแล้วนำมันมาเก็บไว้ที่เดิม
  ไม่ว่ามันการ์ดที่ไม่มีราคาค่างวดใดๆและแทบจะหาความสวยงามใดๆไม่ได้เลย พ่อก็เก็บมันไว้เสมอ และ
  สิ่งที่พ่อสอนผมด้วยการกระทำมันมากกว่าคำพูดทั้งหมด
  พ่อสอนให้ผมมีความรับผิดชอบกับการกระทำของตนเอง
  ให้มีความอดทนและไม่ท้อแท้กับปัญหาใดใด
   เหมือนพ่อเคยเจอเสมอและผ่านมาได้ทุกครั้ง

ผม รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าปัญหาที่ผมเจอตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย กำลังใจจากการ์ดใบนั้นเหมือน จะค่อยๆแผ่ซ่านจากมือเข้ามาสู่หัวใจผม ในใจของผมรู้สึกอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาดเหมือนกับพ่ออยู่ในนั้น ผมวางการ์ดเก็บไว้ที่ลิ้นชักตามเดิมและออกมาจากห้องของพ่อด้วยความรู้สึกที่ แตกต่าง กับเมื่อตอนที่เข้ามา ก่อนประตูจะปิดลงผมบอกออกไปด้วยความรู้สึกที่พ่อก็มีให้ผมมาตลอดว่า "พ่อครับ ผมรักพ่อ "
  อ้นลูกรัก

จดหมายฉบับนี้เขียนขึ้นก่อนที่พ่อจะจากโลกนี้ไป หวังว่าเมื่อลูกได้อ่านแล้ว จะได้ข้อคิดเพื่อนำไปปฏิบัติในอนาคต เพื่อที่ลูกจะได้ไม่ทำผิดซ้ำกับที่พ่อเคยทำมาแล้ว การ์ด ที่ลูกเขียนให้พ่อนั้น เป็นการ์ดอวยพรที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตของพ่อ พ่อจึงเก็บมันไว้ในลิ้นชักใกล้ตัว และล็อกกุญแจไว้ เพื่อความมั่นใจว่าจะไม่มีใครเอาการ์ดใบนี้ไปจากพ่อ และเพื่อจะได้หยิบขึ้นมาเชยชมทุกครั้งที่พ่อคิดถึงลูก
ครั้ง แรกที่ลูกนำการ์ดไปซ่อนนั้น พ่อตกใจแทบแย่ นึกว่าตัวเองแก่จนหลงลืมเอาการ์ดไปวางไว้ที่อื่น จนพ่อเจอมันที่ลิ้นชักข้าง ๆ ก็เลยโล่งใจและพ่อก็เข้าใจไปเองว่าลูกคงต้องการจะบอกอะไรกับพ่อโดยไม่ใช้คำ พูด ในครั้งต่อ ๆ มาลูกได้นำการ์ดนั้นไปซ่อนในตู้เสื้อผ้าบ้าง ในตู้โชว์บ้าง พ่อก็อุตสาห์ตามหามันจนเจอ พ่อรู้สึกว่า เป็นเกมส์แรกในรอบยี่สิบปีที่พ่อได้เล่นกับลูกอย่างสนุกสนาน มันทำให้พ่อนึกถึงวันวานเก่า ๆ ของเราที่เคยเล่นฟุตบอลด้วยกันที่สนามหญ้าข้างบ้าน ไม่น่าเชื่อว่าคืนวันจะผันผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างนี้ พ่อโกรธตัวเองที่ไม่มีเวลาเล่นกับอ้นอย่างที่ใจต้องการ ตอนที่ลูกเล่นฟุตบอลกับเพื่อนจนกลับบ้านดึกนั้น พ่อรู้สึก เจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถเป็นเพื่อนเล่นของลูกได้ แม่เคยบอกให้พ่อชวนลูกเล่นฟุตบอลด้วยกันเหมือนแต่ก่อน แต่พ่อคิดว่ามันเป็นเกมส์ของเด็กผู้ชาย จะเอาคนแก่ ๆ อย่างพ่อไปเล่นด้วยก็คงไม่สนุก สุดท้ายพ่อก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากเป็นห่วงลูกที่ต้องกลับบ้านดึก พ่อเคยผ่านชีวิตหัวเลี้ยวหัวต่อในวัยนั้นมาแล้ว จึงต้องเป็นห่วงลูกเป็นธรรมดา แต่ลูกพ่อก็นำชีวิตโลดแล่นผ่านจุดนั้นมาได้อย่างสวยงาม
พ่ออยากบอกว่าพ่อภูมิใจในตัวลูกมากนะอ้น ใน อดีตนั้นพ่อเคยมีโอกาสจะพูดหลายครั้งว่าพ่อรักอ้น และพ่อภูมิใจที่ได้มีลูกชายที่เป็นคนดีมีความสามารถอย่างลูกอ้น แต่พ่อก็พูดไม่ออก คงเป็นเพราะพ่อเป็น ผู้ชายมั้ง เวลาจะพูดอะไรซึ้ง ๆ สักหน่อยก็ดูเคอะเขินเสียเหลือเกิน การได้สื่อสารกันอย่างไร้เสียง เช่นการเล่นซ่อนหาการ์ดอวยพรนั้น มันก็ดูเป็นผู้ชายดี แม้มันจะไม่ช่วยให้เราเข้าใจตรงกันก็ตาม
พ่อ ไม่โกรธลูกที่ลูกไม่เคยบอกพ่อด้วยคำพูดว่ารักพ่อ เพราะพ่อก็เข้าใจว่าลูกก็เป็นผู้ชาย จะพูดซึ้ง ๆ ก็ไม่เป็น ดังนั้นทุกครั้งที่พ่ออยากรู้ว่าอ้นยังรักพ่ออยู่หรือเปล่า พ่อก็จะตามหาการ์ดใบนั้นมาดู และมันก็ทำให้พ่อสดชื่นขึ้นเสมอ อ้นลูกรัก พ่ออยากจะสอนลูกเป็นครั้งสุดท้ายว่า ถึงแม้ลูกจะเป็นผู้ชายอกสามศอกก็อย่าอายที่ จะบอกกับลูกของอ้นว่าอ้นรักเขามากเพียงใด อย่าทำผิดเหมือนอย่างพ่อ มีอะไรก็เอาแต่เก็บเอาไว้ไม่ยอมพูด
จดหมาย ฉบับนี้พ่อเขียนที่โรงพยาบาลหลังจากที่ได้รับทราบจากคุณหมอว่า ชีวิตของพ่อเหลืออีกไม่นานแล้ว พ่อสั่งให้แม่แนบจดหมายนี้ไว้กับการ์ดอวยพรของลูกและเก็บไว้ในลิ้นชักเดิม ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าลูกมาเปิดดูลิ้นชักนี้ก็จะได้อ่านจดหมายด้วย ถึงแม้จะสายเกินไปแล้วแต่พ่อก็อยากจะบอกกับอ้นว่า พ่อรักอ้นนะลูก และพ่อภูมิใจในตัวอ้นมากด้วย

                            จากพ่อ...ชายผู้ไม่พูด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร

เพื่อลูก...

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  บทความที่อยากแบ่งปัน เรื่องที่บ่งบอกถึงความพยายาม ความอดทนของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่เกิดมาแสนยากจน แต่ด้วยกำลังใจจากแม่ ที่คอยสนับสนุน ม่ซึ่งอดทนและเสียสละทุกอย่างเพื่อโอกาสของลูก 
 ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
ขั้นตอนการสมัค Exness

บทความที่อยากแบ่งปัน เรื่องที่บ่งบอกถึงความพยายาม ความอดทนของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่เกิดมาแสนยากจน แต่ด้วยกำลังใจจากแม่ ที่คอยสนับสนุน ม่ซึ่งอดทนและเสียสละทุกอย่างเพื่อโอกาสของลูก
  เรื่องดีๆของอันจินเผิง เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิคปี 1997 หนึ่งเหรียญทองที่สร้างขึ้น จากความรักของแม่
  ในปี 1997 เดือนกันยายน วันที่ 28 ที่เทียนสิน นักเรียนมัธยมปีที่ 6 อันจินเผิง ได้รับเหรียญทองชนะเลิศในการแข่งขัน คณิตศาสตร์โอลิมปิคครั้งที่ 38 ณ.ประเทศอาร์เจนติน่า นับเป็นผู้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่เมืองเทียนสิน เบื้องหลังความสำเร็จของอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์วัย 19 ปีคนนี้ แฝงไว้ด้วยเรื่องราวของความรัก... รักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ ที่ทำให้ทุกผู้คนต้องซาบซึ้งจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
   ปี 1997 กันยายน วันที่ 5 เป็นวันที่ผมจากบ้านไปรายงานตัวที่คณะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ควันจากเตาหุงข้าวในยามเช้าตรู่ ที่ลอยจากบ้านไร่หลังเก่าอันชำรุดทรุดโทรมของผม คุณแม่ที่ขากระเผลกกำลังทำหมี่ให้ผม เป็นแป้งหมี่ ที่คุณแม่ใช้ไข่ไก่ 5 ฟอง แลกมาจากเพื่อนบ้าน ขาแม่ที่แพลงนั้นเป็นเพราะวันก่อน ท่านคิดจะหาเงินค่าเล่าเรียนให้แก่ผม แล้วพลิกจนขัดยอก ในยามที่กำลังเข็นผักเต็มคันรถเพื่อไปขายในเมือง ยามที่ยกชามขึ้น ผมกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผมวางตะเกียบลงแล้วคุกเข่าลงบนพื้น ลูบคลำเท้าของแม่ที่บวมเป่งใหญ่กว่าหมั่นโถวอยู่นาน หยาดน้ำตาทีละหยดๆ ไหลกลิ้งลงสู่พื้น ...
   บ้านของผมอยู่ที่ หมู่บ้านต้าอิ้วไต้ อำเภออู่ซิง เมืองเทียนสิน ผมมีแม่ที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ชื่อของท่านเรียกว่า หลี่ เอี้ยน เสีย บ้าน ของผมจนมาก ๆ ตอนที่ผมเกิดมา คุณย่าก็ล้มป่วยอยู่บนเตียง ในปีที่ผมอายุ 4 ขวบ คุณปู่ก็ป่วยเป็นโรคหือหอบ เป็นอัมพฤกษ์ครึ่งตัว  พอ 7 ขวบ ผมก็เข้าโรงเรียน ค่าเล่าเรียนก็เป็นคุณแม่ไปหยิบยืมจากผู้อื่น ผมมักจะเก็บเอาดินสอที่เพื่อนนักเรียนโยนทิ้งแล้วกลับมา คุณแม่ปวดใจมาก บางครั้งแม้แต่เงินที่จะซื้อดินสอกับสมุดยังต้องหยิบยืมจากผู้อื่น แต่ทว่า คุณแม่ก็ยังมีช่วงเวลาที่ดีใจอยู่ ไม่ว่าการสอบไล่ หรือ สอบซ่อม ผมมักจะสอบได้ที่ 1 เสมอ ยิ่งวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนเต็มมาตลอด ภายใต้กำลังใจจากแม่
   ผมยิ่งเรียนก็ยิ่งมีความสุข ผมนับว่าไม่รู้ว่าในโลกนี้ยังจะมีเรื่องที่เป็นสุขมากไปกว่าการเรียนหนังสือ ผม ยังไม่ทันเข้าเรียนประถมก็เรียนรู้พื้นฐานการคิดเลข บวก ลบ คูณ หาร เศษส่วน ทศนิยมแล้ว พอขึ้นประถมก็เรียนรู้ด้วยตนเอง ทำความเข้าใจต่อวิชาคณิต ฟิสิกส์ เคมี ของชั้นมัธยมต้น
   พฤษภาคม ปี 1994 เมืองเทียนสิน ได้จัดให้มีการแข่งขันวิชาฟิสิกส์ในระดับมัธยมต้น ผมเป็นเด็กชายลูกชาวนาเพียงคนเดียว ที่สอบติด 3 ลำดับต้น จากนักเรียนที่มาจาก 5 อำเภอชานเมือง
   มิถุนายน ของในปีนั้น ผมได้รับเลือกสรรเป็นกรณีพิเศษ จากโรงเรียนมัธยมต้นอี้จง ของเทียนสิน ผมวิ่งกลับบ้านด้วยความดีใจ เหมือนดั่งคนเสียสติ แต่คิดไม่ถึง เมื่อบอกข่าวดีให้กับคนทางบ้านฟัง บนใบหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้า คุณย่าเสียชีวิตไปไม่ถึงครึ่งปี ชีวิตคุณปู่ก็อยู่ในช่วงอันตราย ที่บ้านติดหนี้เขาหมื่นกว่าหยวนแล้ว
   ผมค่อย ๆ เดินกลับเข้าห้องอย่างสงบ พร้อมทั้งร้องไห้ตลอดทั้งวัน คืนนั้นก็ได้ยินเสียงโต้เถียงกันที่นอกบ้าน ที่แท้คุณแม่คิดจะเอาลาในบ้านไปขายเพื่อให้ผมได้เรียนต่อ แต่ คุณพ่อคัดค้าน ไม่เห็นด้วยเด็ดขาด คำพูดที่โต้เถียงกันของพวกท่านได้ยินไปถึงคุณปู่ที่ป่วยหนัก พอคุณปู่กระวนกระวานใจหนัก ท่านก็จึงลาโลกนี้ไปตลอดกาล ผมก็ไม่พูดถึงเรื่องเรียนต่ออีก นำเอา'ใบแจ้งผลการคัดเลือก'พับอย่างดีแล้ว ยัดเข้าไปในปลอกหมอน แล้วช่วยคุณแม่ทำงานเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
   ผ่านไป 2 วัน ผมและคุณพ่อได้รับรู้พร้อมกันว่า 'ลาหนุ่มหายไปแล้ว' คุณพ่อต่อว่าคุณแม่ด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงว่า 'เธอขายลาหนุ่มไป เธอบ้าแล้วหรือ วันข้างหน้าการเพราะปลูกของครอบครัว การขายผลผลิต เธอจะใช้มือไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบกหรือ?' 'เธอขายลาหนุ่มได้เงินแค่ไม่กี่ร้อยหยวน พอให้จินเผิงได้เรียน ก็แค่ 1 - 2 เทอมเท่านั้น' วันนั้นคุณแม่ร้องไห้ ท่านใช้น้ำเสียงที่ดุมากตะโกนใส่พ่อว่า “ลูกจะเรียนหนังสือผิดตรงไหน จิ นเผิงสอบเข้ามัธยมอี้จงในเมืองได้ นับเป็นคนเดียวในอู่ชิงที่สอบได้ พวกเราอย่าให้คำว่ายากจน ทำให้อนาคตของลูกต้องสะดุดลง ถึงแม้จะต้องใช้สองมือนี้ไปเข็น ใช้ไหล่ไปแบก ก็จะให้เขาได้เรียนต่อไป' อาศัยเงิน 600 หยวน (1 หยวนจีน = 4-5 บาท) ที่แม่ขายลาหนุ่มนี้ ผมนับว่าอยากคุกเข่าโขกศรีษะคำนับแม่จริงๆ ผมรักการเรียนมาก แต่ถ้าเรียนต่อไป คุณแม่จะต้องลำบากอีกแค่ไหนต้องทุกข์ยากอีกเท่าไหร่ ?

  ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น ผมกลับมาบ้านเอาเสื้อหนาว พบว่าใบหน้าของพ่อเหลืองซีด ตัวผอมจนหนังแห้งหุ้มกระดูก นอนอยู่บนเตียง คุณแม่บอกกับผมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ไม่มีอะไรเป็นไข้หวัดใหญ่ ใกล้จะหายแล้ว” ใครรู้ได้ วันรุ่งขึ้นผมเอาขวดยาขึ้นมาดูเห็นฉลากภาษาอังกฤษ จึงรู้ว่ายาพวกนี้เป็นยาระงับเซลล์มะเร็ง ผมลากคุณแม่ออกไปนอกห้อง ร้องไห้ไปถามแม่ไปว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ คุณแม่ก็บอกว่า ตั้งแต่ผมไปเรียนมัธยมอี้จง คุณพ่อก็เริ่มถ่ายเป็นเลือด อาการหนักขึ้นทุกวันๆ คุณแม่ขอยืมเงินมาได้หกพันหยวน พาไปตรวจทั้งที่เทียนสิน ปักกิ่ง สุดท้ายตรวจพบเป็นเนื้องอกในลำไส้ หมอต้องการให้พ่อผ่าตัดโดยเร็ว คุณแม่ก็เตรียมจะไปขอยืมเงินมารักษา แต่คุณพ่อไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมรับปาก
ท่านกล่าวว่า ยืมญาติมิตร เพื่อนฝูงจนทั่วแล้ว มีแต่ยืมแต่ยังมิได้จ่ายคืนใครเขาจะให้ยืมอีก !
  วัน นั้น เพื่อนบ้านยังบอกกับผมว่า แม่ใช้วิธีการดั้งเดิมในการเก็บเกี่ยวซึ่งน่าเศร้ามาก แม่ไม่มีแรงพอที่หาบข้าวสาลีไปที่ตลาดเพื่อนวดข้าว และก็ไม่มีเงินที่จะจ้างคนมาช่วย ท่านได้แต่รอข้าวสุกแปลงหนึ่ง จากนั้นเอาใส่กระดานลากกลับบ้าน ตกเย็นก็ปูผ้าพลาสติกที่ลานใช้สองมือกำข้าวสาลีกำใหญ่ เหวี่ยงฟาดกับก้อนหินเพื่อนวดข้าว... ข้าวสาลี 3 ไร่จีน ( 1 ไร่จีน เท่ากับ 600 ตารางฟุต) ล้วนอาศัยแม่ทำคนเดียว แม่เหนื่อยจนยืนเกี่ยวไม่ไหวจึงคุกเข่าเกี่ยว หัวเข่าถูกสีจนเลือดออก เวลาเดินก็สั่นเทาไปหมด...
  ผม ไม่รอให้เพื่อนบ้านพูดจบ ก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็วปานเหินบิน ร้องไห้เสียงดังพูดว่า “ แม่ แม่ ผมไม่สามารถเรียนต่อไปอีกแล้ว ...” ในที่สุด แม่ก็ไล่ให้ผมกลับไปเรียนค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของผมอยู่ที่ 60 ถึง 80 หยวน ถ้าจะเปรียบกับเพื่อนนักเรียนที่ใช้จ่าย 200-240 หยวนแล้ว นับว่าน้อยจนน่าสงสาร มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้ว่า เพื่อเงินจำนวนน้อยนิดนี้ แม่ต้องเก็บสะสมอย่างประหยัด ตั้งแต่ต้นเดือน ทีละหยวนๆ จากการขายไข่ไก่ ขายผัก จริงๆแล้วยามที่รวบรวมไม่ครบยังต้องไปขอยืมอีก 20 หรือ 30 และเท่ากับพ่อ น้องชาย แทบจะไม่เคยได้กินผักเลย ถึงจะมีผักบ้างก็ไม่ใช้น้ำมันหมูคลุกเพียงตักน้ำผักดองมาคลุกกิน หรือทำอาหารกิน แม่ไม่เคยปล่อยให้ผมต้องหิวโหย
  ทุกเดือนท่านจะเดินสิบกว่าลี้เพื่อซื้อหมี่สำเร็จรูปส่งไปให้ผม ทุกสิ้นเดือนแม่มักจะแบกถุงใบใหญ่ เหนื่อยยากลำบากมาดูผมที่เทียนสิน ภายในถุงนอกจากเศษหมี่สำเร็จรูปแล้ว ยังมีกระดาษที่พิมพ์เสียของโรงพิมพ์ที่ห่างบ้าน 6 ลี้กว่า (นั่นเอาไว้ให้ผมใช้เป็นกระดาษทดเลข) กับเต้าเจี้ยวเผ็ด 1 ขวดใหญ่ ผักกาดเขียวเค็มหั่นเป็นเส้น และเครื่องมือตัดผม 1 อัน(ค่าตัดผมที่ถูกที่สุดในเทียนสินก็ต้อง 5 หยวน) แม่ต้องการให้ผมประหยัดจะได้ซื้อหมั่นโถวไว้กินได้อีกหลายใบ ผมเป็นนักเรียนคนเดียวของมัธยมอี้จง ของเทียนสินที่แม้แต่ผักในโรงอาหารก็ยังไม่สามารถซื้อกิน ได้แต่เพียงแค่ซื้อหมั่นโถว 2 ใบ กลับ มาที่หอพัก ชงเศษหมี่สำเร็จรูปแล้วใส่เต้าเจี้ยวเผ็ดกับผักกาดเค็มกิน ผมก็เป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่สามารถใช้กระดาษต้นฉบับ (แบบฟอร์ม) มาเขียน ได้แต่ใช้กระดาษที่พิมพ์เสียจากโรงพิมพ์มาเขียนต้นฉบับ ผมยังเป็นนักเรียนคนเดียวที่ไม่เคยใช้สบู่ เวลาซักเสื้อก็ไปที่โรงอาหารเอากรดโซเดียมจากหมี่ที่เสียแล้วมาใช้แทนสบู่ แต่ผมไม่เคยน้อยเนื้อต่ำใจมาก่อน
  ผม รู้สึกว่าคุณแม่นับเป็นวีรสตรีที่ต่อสู้กับความยากลำบากและความโชคร้าย ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ ผมรู้สึกเป็นเกรียรติอย่างไม่อาจเปรียบอีกแล้ว เมื่อเริ่มเข้ามัธยมอี้จง ของเทียนสิน คอร์สแรกของภาษาอังกฤษทำให้ผมฟังจนงงไปหมด ตอนที่แม่มาหาผม ผมได้บอกถึงความวิตกกังวลกลัวว่าภาษาอังกฤษจะเรียนไม่ทันเพื่อน ใครจะรู้ได้ ใบหน้าของแม่กลับเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแล้วตอบว่า “แม่เพียงรู้ว่าเจ้าเป็นเด็กที่ทนความลำบากที่สุด แม่ไม่ชอบฟังเจ้าพูดว่ายากลำบาก เพราะขอเพียงทนลำบากได้ก็ไม่ยากอีกแล้ว“ ผมจำคำของแม่คำนี้ไว้แล้ว...
  ผม มีอาการติดอ่างเล็กน้อย มีคนบอกกับผมว่า จะเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดี อันดับแรกต้องให้ลิ้นฟังคำสั่งตัวเอง ดังนั้นผมมักจะเก็บก้อนหินก้อนหนึ่ง อมไว้ในปาก จากนั้นก็ขยันท่องภาษาอังกฤษอย่างเอาเป็นเอาตาย ลิ้นเมื่อได้เสียดสีกับก้อนหิน บางครั้งที่มีเลือดไหลออกมาทางมุมปาก แต่ผมก็กัดฟันยืนหยัดอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ครึ่งปีผ่านไป ก้อนหินเล็กๆ ถูกสีจนกลม ลิ้นของผมก็ถูกสีจนเรียบ ผลการเรียนภาษาอังกฤษขยับขึ้นเป็น 3 ลำดับต้นของห้อง ผมต้องขอบคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง คำพูดของท่านทำให้เกิดปาฎิหาริย์ในการก้าวข้ามอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ของการ ฝึกฝนของผม
  ปี 1996 ผมได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิควิชาการที่จัดขึ้นทั่วประเทศในเขตเทียนสินเป็น ครั้งแรก ได้รับรางวัลที่ 1 ในวิชาฟิสิกส์ และรางวัลที่ 2 ในวิชาคณิตศาสตร์ ได้เป็นตัวแทนของเทียนสินไปหังโจวเพื่อร่วมแข่งขันโอลิมปิดฟิสิกส์จากทั่ว ประเทศ
  ผม เอารางวัลที่ 1 ของประเทศมามอบให้แม่ จากนั้นก็ไปแข่งขันโอลิมปิกฟิสิกส์ระดับโลก' ผมคุมความตื่นเต้นในใจไว้ไม่อยู่ เอาข่าวดี และความมุ่งหวังเขียนใส่จดหมายส่งไปบอกแม่ สุดท้ายผมได้แค่ที่ 2 ผมล้มแผ่ลงบนเตียง ไม่ดื่มไม่กินอะไร แม้ว่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดในบรรดาผู้แข่งขันของเทียนสิน แต่หากจะทดแทนความเหนื่อยยากลำบากของแม่แล้ว นับว่ายังไม่เพียงพอจริงๆกลับถึงโรงเรียน กลุ่มคุณครูช่วยผมวิเคราะห์ถึงสาเหตุของความพ่ายแพ้ ผมมักจะคิดให้คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี ล้วนได้ดี วิชาเอกที่เลือกมากไป ทำให้ความมุ่งมั่นไม่เป็นหนึ่งเดียว หากว่าตอนนี้ผมมุ่งเรียนคณิตศาสตร์อย่างเดียวต้องสำเร็จแน่

   มกราคม ปี 1997 ในที่สุดในการแข่งขันคณิตศาสตร์ โอลิมปิกทั่วประเทศ ผมก็ชนะเลิศที่ 1 ด้วยคะแนนเต็ม ได้เข้าร่วมกลุ่มฝึกซ้อมระดับประเทศอย่างราบรื่น และในการทดสอบทั้งสิบครั้งนั้นก็ช่วงชิงจนได้เป็นตัวแทนไปแข่งขัน แต่ตามกฏกำหนดไว้ว่า ค่าใช้จ่ายในการไปร่วมการแข่งขันที่อาร์เยนติน่าต้องจัดการเอง จ่ายค่าสมัครเรียบร้อยแล้ว ผมเอาหนังสือที่ต้องเตรียมและเต้าเจี้ยวเผ็ดที่แม่ทำให้ห่อไว้อย่างดี งานที่ตัองเตรียมก็เสร็จสิ้นลง หัวหน้าภาควิชากับอาจารย์คณิตศาสตร์ เห็นผมยังคงใส่เสื้อผ้าที่คนอื่นสงเคราะห์ให้ ทั้งสีสันขนาดของเสื้อผ้าไม่สมกับตัว เมื่อเปิดตู้เก็บของ ชี้ไปที่แขนเสื้อที่ต่อมาสองครั้ง ชายเสื้อหนาวที่ต่อยาวอีก 3 นิ้ว กับชุดชั้นในที่มีรอยปะ แล้วพูดว่า
   “จินเผิง นี่เป็นเสื้อผ้าทั้งหมดของเธอหรือ ฉันไม่รู้จะจัดการอย่างไร“ ผมจึงรีบตอบว่า “ครูครับ ผมไม่กลัวขายหน้า คุณแม่บอกกับผมเสมอว่า ในตัวถ้ามีภูมิความรู้ ก็จะมีความสง่าเอง ถึงผมต้องใส่เสื้อพวกนี้ไปอเมริกาพบกับคลินตัน ผมก็ไม่กลัว“
   27 กรกฎาคม โอลิมปิค วิชาการเริ่มขึ้น พวกเรานั่งทำข้อสอบตั้งแต่แปดโมงครึ่งถึงบ่ายสองโมง รวมเวลาในการทำข้อสอบห้าชั่วโมงครึ่ง วันที่สองเป็นวันประกาศผล ก่อนอื่นเป็นการประกาศรางวัลเหรียญทองแดง ผมไม่หวังจะได้ยินชื่อของตัวเอง ถัดจากนั้นก็เป็นรางวัลเหรียญเงิน สุดท้ายประกาศเหรียญทองคนที่หนึ่ง คนสองคน คนที่สามก็คือผม ผมดีใจจนร้องไห้ เรียกพึมพำอยู่ในใจว่า “ แม่ครับ ลูกแม่ทำได้สำเร็จแล้ว” ข่าวการชนะเลิศได้เหรียญทองเหรียญของผมกับเพื่อนอีกคน
   ใน การแข่งขันโอลิมปิคคณิตศาสตร์ของการแข่งขันโอลิมปิควิชาการครั้งที่ 38 นี้ ได้ถูกแพร่กระจายเสียงและแพร่ภาพโดยสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ แห่งชาติ ในคืนนั้น 1 สิงหาคม ยามที่พวกเรานำเอาเกียรติยศกลับสู่ประเทศนั้น สมาคมวิทยาศาสตร์ และสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศจีน ได้จัดพิธีต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ในยามนี้ ผมคิดจะกลับบ้าน ผมคิดอยากพบหน้าแม่ให้เร็วที่สุด ผมจะนำเอาเหรียญทองที่แวววับจับตานี้แขวนไว้ที่คอของท่าน.....
   สี่ ทุ่มกว่าของคืนวันนั้น ผมฝ่าความมืดจนกลับถึงบ้านที่ผมคิดถึงทุกเช้าเย็น พ่อเป็นคนมาเปิดประตู แต่ว่าผู้ที่โอบผมไว้ในอ้อมอกอย่างแนบแน่นก็คือแม่ที่ปราณีของผม ใต้แสงดาวอันแจ่มจรัส แม่กอดผมอย่างแน่นหนา ผมล้วงเหรียญทองออกมาแล้วแขวนไว้ที่บนคอของแม่ แล้วร้องไห้ด้วยจิตใจที่โปร่งโล่ง...
   12 สิงหาคมที่นั่งในห้องประชุมโรงเรียนไม่มีว่างเลย แม่กับเหล่าข้าราชการของกรมสามัญศึกษา และเหล่าศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ได้ร่วมกันนั่งเป็นประธานบนเวที
   ใน วันนั้น ผมได้พูดไว้ในงานช่วงหนึ่งว่า 'ผมจะใช้ชั่วชีวิตของผมสำนึกขอบพระคุณคน คนหนึ่ง นั่นคือแม่ที่อบรมเลี้ยงผมจนเติบใหญ่ ท่านเป็นหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง แต่ท่านสอนผมให้รู้จักหลักธรรมในการเป็นคน ทั้งยังคอยกระตุ้นให้กำลังใจผมมาตลอดชีวิต ... ปีทีอยู่มัธยมปีที่ 4 ผมคิดจะซื้อหนังสือ“ พจนานุกรม จีน - อังกฤษ “เพื่อฝึกภาษาอังกฤษ
   ใน กระเป่าเสื้อของแม่ไม่มีเงินเลย แต่แม่ก็รับปากว่าจะหาให้ หลังอาหารเช้า แม่ยืมรถลากคันหนึ่ง ขนผักกาดขาว เต็มรถแล้วลากไปพร้อมกับผม เพื่อนำไปขายในเมืองที่ไกลถึงสี่สิบลี้ เมื่อถึงตัวอำเภอก็เกือบเที่ยงแล้ว ตอนเช้าผมกับแม่ ดื่มเพียงน้ำซุปข้าวต้มใส่มันเทศกับข้าวโพดแค่ 2 ชาม ในยามที่ท้องหิวจนร้องจ๊อกๆ แค้นจนอยากให้มีคนมาเหมาซื้อผักไปทันที แต่แม่ยังคงอดทนต่อรองราคากับผู้ซื้อสุดท้ายตกลงกันในราคาชั่งละ 10 เซ็นต์ ผักกาดขาว 210 ชั่ง ควรเป็นเงิน 21 หยวน แต่ผู้ซื้อให้เพียง 20 หยวน
   เมื่อ มีเงินผมคิดจะกินข้าวก่อน แต่แม่บอกให้ซื้อหนังสือก่อน เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญของวันนี้ พวกเราไปที่ร้านหนังสือแห่งหนึ่งถามราคาหนังสือ ต้องใช้เงิน 18.25 หยวน ซื้อหนังสือเสร็จแล้วยังคงเหลืออยู่ 1.75 หยวน แต่แม่ให้ผม 75 เซ็นต์เพื่อไปซื้อขนมเปี๊ยะ 2 ชิ้น แม้จะกินขนมเปี๊ยะไป 2 ชิ้น แต่รอจนพวกเราแม่ลูกเดินจนเกือบจะถึงบ้าน เป็นระยะทาง 40 กว่าลี้(ของจีน 1 ลี้ = 500 เมตร) ผมก็หิวจนหน้ามืดตาลาย ในยามนี้นึกขึ้นได้ว่าผมลืมแบ่งขนมเปี๊ยะ 1 ชิ้นให้กับแม่ แม่หิวทั้งวัน ยังลากรถเป็นระยะทาง 80 ลี้เพื่อผม
   ผมรู้สึกละอายจนคิดที่จะตบหน้าตนเอง แต่แม่กลับพูดว่า “แม่ ไม่มีความรู้เท่าไร แต่แม่นึกถึงตอนเด็กที่คุณครูเคยให้ท่องคำพูดหนึ่งของกอร์จี ว่า ความยากจนข้นแค้นเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง หากว่าเธอสามารถที่จะผ่านด่านมหาวิทยาลัยนี้ไปได้ ไฉนต้องกลัวว่าเป็นมหาวิทยาลัยเทียนสิน แม้แต่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เธอก็สอบเข้าไปได้ดั่งใจหวังอยู่ ตอนที่แม่พูดคำ ๆ นั้น แม่ไม่มองหน้าผม แม่มองหนทางที่ทอดยาวไกลออกไปเหมือนดั่งว่าทางเส้นนั้น สามารถเชื่อมไปถึงเมืองเทียนสิน...เชื่อมไปถึงเมืองปักกิ่งไม่มีผิด ผมฟังแล้วก็ไม่รู้สึกว่าท้องหิวอีกแล้ว ขาก็ไม่เมื่อยอีกแล้ว
   หากกล่าว ว่า ความยากจนข้นแค้น เป็นมหาวิทยาลัย ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ผมก็จะพูดว่า แม่ที่เป็นหญิงชาวนาของผม เป็นครูผู้นำพาที่ดีที่สุดของชีวิตผม' ...
   ที่ด้านล่างเวทีไม่รู้มีตากี่คู่ ที่คลอด้วยน้ำตา ผมหมุนตัวกลับมา หันไปหาคุณแม่ที่จอนผมเริ่มหงอกขาว แล้วคำนับท่านด้วยใจอันลึกล้ำครั้งหนึ่ง..........
ที่มา: www.teenee.com

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร
รูปแบบของกราฟ การเคลื่อนไหวของกราฟราคารูปร่างแปลกๆ ที่น่าสนใจครับ

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

พฤติกรรมที่นำสู่ความสุข

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  เมื่อถามหลายๆ คนว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต คำตอบหนึ่งที่ผมมักจะได้รับก็หนีไม่พ้นเรื่องของความสุข จะสังเกตว่าในปัจจุบันเราได้ให้ความสำคัญกับความสุขกันมากขึ้น ในระดับมหภาคนั้นก็มีการวัดความสุขของคนในแต่ละประเทศ ส่วนในระดับบุคคลนั้นเราก็มีความพยายามที่จะแสวงหาความสุขด้วยวิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจคือในเชิงวิชาการ  การค้นคว้าวิจัยเพื่อหาปัจจัยที่นำไปสู่ความสุข
ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

   เมื่อถามหลายๆ คนว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต คำตอบหนึ่งที่ผมมักจะได้รับก็หนีไม่พ้นเรื่องของความสุข จะสังเกตว่าในปัจจุบันเราได้ให้ความสำคัญกับความสุขกันมากขึ้น ในระดับมหภาคนั้นก็มีการวัดความสุขของคนในแต่ละประเทศ ส่วนในระดับบุคคลนั้นเราก็มีความพยายามที่จะแสวงหาความสุขด้วยวิธีการต่างๆ ที่น่าสนใจคือในเชิงวิชาการ  การค้นคว้าวิจัยเพื่อหาปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขนั้น ก็เริ่มเปลี่ยนจากการศึกษาในเชิงจิตวิทยาหรือปรัชญา ไปสู่เรื่องของวิทยาศาสตร์มากขึ้น ได้เริ่มมีการทดลองจำนวนมาก เพื่อแสวงหาว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้เรามีความสุข  และ สัปดาห์นี้ เรามาลองดูกันนะครับ ว่า จากผลการทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์เหล่านั้น เขามีข้อเสนอแนะกันอย่างไรในการทำให้เรามีความสุขมากขึ้น

การ จะสร้างความสุขได้นั้น ควรจะเริ่มจากการหยุดพัก หยุดคิด และหยุดวิ่งวุ่นวายในชีวิตประจำวัน และหันมาชื่นชมต่อสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอดีตให้มากขึ้น เนื่อง จากวิถีการดำรงชีวิตของเราในปัจจุบันจะไม่หยุดนิ่ง และวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การได้หยุดพักนิ่งๆ แล้วค่อยๆ ชื่นชม และให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งกับตัวเราและรอบๆ ตัว ก็จะนำพาความสุขสู่ตัวเราได้ ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพการดำรงชีวิตปัจจุบันที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เราจะปล่อยให้สิ่งต่างๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็วและไม่ได้มีเวลาในการเพ่งพิจารณาและชื่นชมกับสิ่งเหล่า นั้น ดังนั้น การชื่นชม และให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆ น้อยเหล่านี้ ก็ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นได้
ประการที่สอง คือ ให้หยุดเปรียบเทียบ โดย เฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างตนเองกับผู้อื่น ถึงแม้ทฤษฎีการจัดการของต่างประเทศนั้นให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจ และมีแนวทางในการพัฒนาตนเองมากขึ้น แต่ถ้าอยากมีความสุขนั้น เราควรจะหยุดมองและเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นครับ เนื่อง จากเมื่อเราเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกอยากจะมี อยากจะได้ เหมือนที่ผู้อื่นมี และเมื่อเราไม่สามารถ มี หรือได้ เหมือนผู้อื่นแล้ว เราก็จะไม่มีความสุข เราจะรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่า ทำให้เกิดสูญเสียความมั่นใจ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปรียบเทียบในเรื่องใดก็ตาม ถ้าอยากจะมีความสุขก็ควรจะหยุดการเปรียบเทียบนั้นซะ และหันมามองในความสำเร็จของตนเอง หรือสิ่งที่ตนเองทำได้จะนำให้เรามีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ และเป็นอยู่มากขึ้น
เรื่อง ของการเปรียบเทียบกับความสุขนั้น มีการทดลองที่มาสนับสนุนหลายอย่างครับ โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับเงินและความสุข สิ่งที่พบก็คือการที่เรามีเงินมากหรือเงินน้อยนั้นไม่ได้ทำให้เรามีความสุข มากขึ้นหรือน้อยลง แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เรานำเงินหรือรายได้ที่เราหามาได้เปรียบเทียบกับผู้อื่นแล้วความทุกข์ก็ จะเริ่มมาเยือน เคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เขาพบว่า ถ้าเราไม่ได้รับเงินเดือนเพิ่ม แต่เพื่อนได้เพิ่มเงินเดือน ความสุขเราจะลดลง แต่ถ้าเราได้เงินเดือนเพิ่ม ในขณะที่เพื่อนไม่ได้เงินเดือนเพิ่ม ความสุขของเราจะเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถ้าอยากจะแสวงหาความสุขนั้น ขอให้หยุดเปรียบเทียบนะครับ

พฤติกรรมประการที่สาม ที่จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นได้นั้น ก็คือ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของเงินมากเป็นอันดับต้นๆ ในชีวิต มี งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นครับว่าคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเงินเป็นอันดับ ต้นๆ ในชีวิตนั้น จะมีความเสี่ยงที่จะมีความทุกข์ ความหดหู่ ความไม่มั่นใจในตนเอง จริงอยู่นะครับที่เงินเป็นเรื่องที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต แต่เมื่อใดก็ตาม ที่เรานำเงินเป็นตัวตั้ง ความสุขของเราก็จะเริ่มหดหายไป แต่ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่ง ก็คือ ถ้าเราขยัน ซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงาน มีความฉลาดเฉลียวในการทำงาน สุดท้ายเงินก็จะมาหาเราเอง ผมเคยคุยกับคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่มีเป้าหมายในชีวิตที่อยากจะช่วยเหลือผู้ อื่น แต่เขากลับมองว่าการที่เขาจะช่วยผู้อื่นได้นั้น เขาจะต้องมีเงินก่อน ซึ่งทำให้ชีวิตเขาไม่มีความสุขเท่าที่ควร เนื่องจากเขามีแต่ความมุ่งมั่นที่จะหาเงิน แต่จริงๆ แล้วถ้าเขามองกลับกัน โดยมองว่าถ้าเขาอยากช่วยผู้อื่น เขาก็สามารถช่วยได้ด้วยวิธีการต่างๆ ที่ไม่ต้องใช้เงิน และสุดท้าย เงินก็จะมาหาเขาเอง

ผู้ ที่เอาเงินเป็นตัวตั้งนั้นอาจจะมีความสุขเมื่อได้เงินมานะครับ แต่ความสุขนั้นจะเป็นความสุขในช่วงระยะเวลาอันสั้น ยิ่งเราหาความสุขด้วยเงินและวัตถุนอกกายเท่าไร เรายิ่งจะไม่พบเจอความสุขจากเงินและวัตถุนอกกายเหล่านั้น นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นอีกนะครับว่า พวกที่ให้ความสำคัญกับเงินเป็นสิ่งแรกนั้น มักจะไม่ค่อยมีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เนื่องจากต้องคอยแสวงหาเงินอยู่เรื่อยๆ ดัง นั้น ถึงแม้เงินจะเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน แต่ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะมีความสุข ก็อย่าให้ความสำคัญกับเงินเป็นอันดับแรกในชีวิต ชีวิตนี้ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่มีคุณค่าและความสำคัญมากกว่าเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์กับครอบครัว เพื่อนฝูง คนรอบข้าง การให้ความสำคัญกับสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับเราในแต่ละวัน สิ่งต่างๆ ข้างต้นนั่นแหละครับที่จะนำพาความสุขที่แท้จริงมาสู่ตัวเรา เราคงต้องเลือกครับ จะมุ่งแสวงหาเงินหรือแสวงหาความสุข
ยัง มีพฤติกรรมอีกหลายประการนะครับที่นำพาความสุขสู่ชีวิตเรา เอาไว้ในสัปดาห์หน้าจะมานำเสนอต่อนะครับ สุดท้ายขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขครับ
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 
   เนื้อหาในสัปดาห์นี้ขอต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยเป็นเรื่องของพฤติกรรมที่นำไปสู่ความสุข ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะสำหรับการสร้างความสุขในชีวิตเรา โดยนำมาจากผลการทดลองทั้งทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาที่น่าเชื่อถือและจับ ต้องได้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนำเสนอ ข้อเสนอแนะไปสามประการคือเรื่องของ การหยุดและชื่นชมกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา การหยุดเปรียบเทียบ และการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเงินมากนัก สัปดาห์นี้เรามาดูกันต่อนะครับว่ามีข้อแนะนำเพิ่มเติมอย่างไรสำหรับการสร้างความสุขในชีวิต


 การจะมีความสุขได้นั้น เราควรที่จะมีเป้าหมายบางอย่างในชีวิตที่สำคัญ ไม่ ว่าจะเป็นการเป้าหมายในด้านการทำงาน เป้าหมายในการเรียนรู้ หรือ เป้าหมายของการเลี้ยงลูกออกมาให้เป็นคนดีและมีความสุข ผู้ที่มีเป้าหมาย มีความฝันจะมีความสุขมากกว่าผู้ที่ไร้ซึ่งเป้าหมายและความฝัน นอกจากการมีเป้าหมายและความฝันในด้านต่างๆ แล้ว สำหรับการมีความสุขในการทำงานนั้น ก็มีข้อเสนอแนะหนึ่งว่าถ้าอยากจะมีความสุขในการทำงานนั้น เราไม่ควรจะทำงานแบบเรื่อยๆ เฉื่อยๆ แต่ควรจะมีความคิดริเริ่มในงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่น การให้ข้อเสนอแนะในการทำงาน หรือการทำงานที่เพิ่มหรือมากขึ้นกว่าปกติ การทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ที่ไม่ใช่งานประจำที่ทำเป็นปกติ จะทำให้เรามีความสุขในการทำงานมากขึ้น
แนว คิดข้างต้นอาจจะขัดกับความเชื่อของหลายๆ ท่านที่พยายามจะหลีกเลี่ยงงาน พยายามทำงานให้น้อยที่สุด พยายามทำเฉพาะสิ่งที่รับผิดชอบ แต่การนำเสนอ ริเริ่ม หรือทำนอกเหนือจากงานที่ทำโดยปกตินั้น จะทำให้ชีวิตการทำงานมีความหมาย มีความตื่นเต้น และมีความสุขในการทำงานมากขึ้น

นอกเหนือจากความสุขในการทำงานแล้ว อีกพฤติกรรมหนึ่งที่จะนำสู่ความสุขในชีวิต ก็คือการให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อนฝูง รวมทั้งการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลรอบข้าง อย่าง ไรก็ดีการมีความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เน้นการมีเพื่อนเที่ยว เพื่อนกินจำนวนมากเท่านั้นนะครับ การที่ชีวิตเราจะมีความสุขได้ จะขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่ระหว่างบุคคลที่ใกล้ชิดที่มีทั้งความเข้าใจและ เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ท่านผู้อ่านนึกภาพดูนะครับ การมีเพื่อนเที่ยว เพื่อนกินจำนวนมาก กับการมีเพื่อนหรือคู่ชีวิตเพียงไม่กี่คน (หมายถึงเพื่อนนะครับ) ที่มีความเข้าใจ ห่วงใย และเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน การมีความสัมพันธ์จำนวนน้อยแต่ลึกนั้น ย่อมนำไปสู่ความสุขมากกว่าพวกที่มีความสัมพันธ์จำนวนมากแต่ไม่ลึกซึ้ง

อีกทัศนคติและพฤติกรรมหนึ่งที่นำสู่ความสุขได้นั้นคือการมีทัศนคติในเชิงบวก เนื่อง จากคนที่มีความสุข จะมองสิ่งต่างๆ ในด้านบวก มองโอกาส มองถึงความเป็นไปได้ และมองถึงความสำเร็จ นอกจากการมองถึงโอกาสและความสำเร็จในอนาคตแล้ว ผู้ที่มีความสุข เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตก็จะมองแต่สิ่งดีๆ ดังนั้นถ้าเรามองกลับกัน การที่จะมีความสุขได้ก็ควรจะเริ่มต้นจากการมีพฤติกรรมและทัศนคติในการมอง สิ่งต่างๆ ในเชิงบวก อย่างไรก็ดีอาจจะมีข้อโต้แย้งจากบรรดาผู้ที่ชอบมองสิ่งต่างๆ ในเชิงลบนะครับว่าการมองในเชิงบวกมากเกินไป อาจจะทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ เป็นสีชมพู จนลืมมองสิ่งต่างๆ ในแง่ของความเป็นจริง การมองโลกในแง่ลบบางครั้งอาจจะมีข้อดีในแง่ของการทำให้เราระมัดระวัง คอยป้องกันและบริหารความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น และมีการเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับเรื่องของน้ำครึ่งแก้วนั้น ถ้าพวกที่มองโลกในแง่บวก ก็จะคิดอย่างมีความสุขว่า “ยังเหลือน้ำอีกตั้งครึ่งแก้ว” ส่วนพวกที่มองในเชิงลบก็จะมองว่าเหลือน้ำเพียงแค่ครึ่งแก้ว จะต้องคอยหาน้ำมาเติมให้เต็มตลอดเวลา
สรุป ก็คือท่านผู้อ่านอาจจะต้องสร้างความสมดุลระหว่างการมองทั้งในเชิงบวกและเชิง ลบนะครับ ถ้าบวกมากเกินไปก็อยู่แต่โลกแห่งความฝัน แต่ถ้ามองแต่เชิงลบอย่างเดียวก็จะคอยระมัดระวังและคิดมากเกินไปจนไม่มีความ สุข

อีกพฤติกรรมที่นำสู่ความสุขนั้น คือการแสดงถึงความขอบคุณอย่างจริงใจตลอดเวลา ปัญหา ประการหนึ่งของคนไทยคือเราอาจจะสำนึกขอบคุณหรือพระคุณที่ผู้อื่นทำให้กับเรา แต่การพูดหรือแสดงออกถึงความขอบคุณนั้นมักจะไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เรามักจะเก็บความรู้สึกขอบคุณนั้นอยู่ในใจเรา แต่ผลจากการทดลองพบว่าผู้ที่แสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณบุคคลต่างๆ หรือ ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา จะทำให้เรามีความสุขเพิ่มมากขึ้น มองโลกในแง่ดีเพิ่มขึ้น รวมทั้งเกิดความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายต่างๆ ในการทำงาน มีงานวิจัยที่พบว่าผู้ที่ชอบเขียนจดหมายขอบพระคุณไปยังผู้อื่นที่มีผลกระทบ ต่อชีวิตของเรา จะมีคะแนนในด้านความสุขสูง และความสุขดังกล่าวก็จะยาวนานถึงอาทิตย์ ดังนั้น เพียงแค่การอีเมลหรือเขียนโน้ต แสดงความขอบคุณนั้นจะทำให้เรามีความสุขขึ้นแล้ว

การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เรามีความสุขขึ้น จาก งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Duke พบว่าการออกกำลังกายมีผลพอๆ กับการรับทานยาเพื่อแก้ไขอาการหดหู่ เบื่อโลก นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังทำให้เราเกิดความรู้สึกของการบรรลุ ความสำเร็จ เนื่องจากการบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้เรามีความรู้สึกเหมือนกับเราสามารถบรรลุเป้าหมายที่สำคัญได้ อีกทั้งการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังทำให้ร่างกายเราหลั่งสารเอนโดรฟินที่ ช่วยทำให้เรารู้สึกมีความสุขด้วย



ข้อสุดท้ายสำหรับการสร้างสุขก็คือการให้ครับ เมื่อ “การให้” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น โดยการให้นั้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของตัวเงินเสมอไป การช่วยเพื่อนบ้าน ช่วยเพื่อนร่วมงาน การอาสาสมัครเพื่อทำความดี หรือการบริจาคสิ่งของหรือกำลังกาย ก็ถือว่าเป็นการให้ และสิ่งที่น่าสนใจก็คือจากงานวิจัยเราพบว่า “การให้” นั้นนำไปสู่สุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีมากกว่าการออกกำลังกายและการหยุดสูบ บุหรี่ด้วยซ้ำไป นอกจากการให้ในลักษณะที่เราคุ้นเคยแล้ว การรับฟังผู้อื่น การถ่ายทอด ให้ความรู้ของตนเองต่อผู้อื่น หรือ การให้อภัย ก็ล้วนแล้วแต่เพิ่มความสุขให้กับเราได้ สุดท้ายที่น่าสนใจที่สุดก็คือเราจะมีความสุขมากขึ้นถ้าใช้เงินเพื่อผู้อื่น มากกว่าการใช้เงินเพื่อตนเอง ดังนั้นถ้าท่านอยากจะมีความสุขจากการใช้เงิน ก็ขอให้ใช้เงินนั้นเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเองครับ
 
บทความโดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 24 และ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2553

 

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร
รูปแบบของกราฟ การเคลื่อนไหวของกราฟราคารูปร่างแปลกๆ ที่น่าสนใจครับ

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าจากชีวิตจริง เงิน 800 บาทกินทั้งเดือน มีซีรีย์ชีวิต 800 บาท ตอน 1-2

งาน เสริมทำที่บ้าน, หางานเสริม รับมาทำที่บ้าน งานพิเศษ เสาร์อาทิตย์ ทำงานหลังเลิกงาน หลังเลิกเรียน ,อาชีพเสริม ,รายได้เสริม ,งานเสริม part time ,งานเสริม อาชีพ เสริม หลัง เลิก งาน รายได้เสริม  รายได้เสริมหลังเลิกงาน  อ่านเจอจาก pantip เลยเอามาฝากครับ เรื่องจริงสุดประทับใจ ของชายคนหนึ่งกับความยากลำบากของการใช้ชีว­ิตให้อยู่รอดในหนึ่งเดือน ด้วยเงินเพียง 800 บาท
ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex
ขั้นตอนการสมัค Exness

อ่านเจอจาก pantip เลยเอามาฝากครับ เรื่องจริงสุดประทับใจ ของชายคนหนึ่งกับความยากลำบากของการใช้ชีว­ิตให้อยู่รอดในหนึ่งเดือน ด้วยเงินเพียง 800 บาท

ซีรีย์ชีวิต 800

หากดูไม่ได้ สามารถ ดูจากลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้ได้นะครับ

ซีรีย์ชีวิต 800 ตอน 1 คลิก



นึกถึงตัวเองตอนมาหางานทำ กทม.เมื่อสองปีที่แล้ว

(ทั้งหมดนี่ คือเรื่องจริง 100% ทีเกิดขึ้นกับผม)

ประมาณสองปีก่อน ผมตกงานอยู่ที่ ตจว. ค้างค่าเช่าบ้านเค้า(เดือนละ 1200 บาทก็ยังหาไม่ได้)
เลยมาหางานทำที่ กทม. เพราะงานที่ ตจว.หายากมากๆ  มีเงินติดตัวมาทั้งหมด 2 พันบาทถ้วน 
(เอามือถือ เอา ram Hdd ไปขาย)
โทรศัพท์เอาอันเก่าที่หน้าจอแตก มองอะไรไม่เห็น เอามาใช้ชั่วคราวก่อน เพื่อโทรหาลูกเมียที่บ้าน
หอบเสื้อผ้า กระเป๋า มา กทม.คนเดียว ลูกเมีย ทิ้งไว้ที่ ตจว.เป็นการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่สุดในชีวิตเลย
มาเพื่อวัดดวงกันเลยจริงๆ
นั่งรถไฟฟรีตั้งแต่ ตี 4 มาลง กทม. ประมาณ 8 โมงเช้า นั่งรถเมล์ฟรีต่อมายังย่านที่คิดว่า ค่าเช่าห้อง ค่าใช้จ่ายถูกๆ
ที่เล็งไว้ก็คือ ประชาอุทิศ พระประแดง สุขสวัสดิ์ ทุ่งครุ
(หาข้อมูลไว้ก่อนแล้วว่าแถวนี้ ค่าเช่าถูก โรงงานเยอะน่าจะมีงานให้ทำเยอะเช่นกัน )

ผมไปเดินหางานร้านคอม ร้านของชำ โรงงาน ปั้มน้ำมัน ร้านอาหาร คาร์แคร์ ฯลฯ
ร้านไหนติดป้ายหน้าร้านบอกรับคนงาน พนักงาน ก็เข้าไปสมัครกับเค้าเลยไม่อายอะไรทั้งสิ้น
ตอนนั้นงานอะไรก็ทำหมด  ของานเค้าทำ ค่าแรงไม่เกี่ยง
เดินหางานอยู่ เกือบ 1 วัน ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะส่วนใหญ่จะจ้างผู้หญิง หรือไม่ก็คนอายุน้อยๆ (ตอนนั้นผม 35 แล้วนะครับ)

จนได้งานร้านขายคอมฯ เค้าจ้างให้เฝ้าร้านและประกอบคอม ค่าแรงวันละ 300 บาท พรุ่งนี้มาทำได้เลย ดีใจมาก  ผมยังไม่มีห้องพัก เลยหอบกระเป่าเสื้อผ้าไปนอนร้านเกมส์ ..........

ย้ำว่าไปนอนร้านเกมส์ คือเดินไปเดินมานั่งป้ายรถเมล์ จนดึก แล้วก็ไปนั่งร้านเกมส์ เช่าคอมฯเค้า(เค้ามีเหมา 1 ทุ่ม - 6 โมงเช้า ที่ 80 บาท) เลยวางของตรงนั้น นั่งเล่นเกมส์ฆ่าเวลาไป พอดึกก็นั่งหลับตรงนั้นเลย เงิน 80 บาทถือเป็นค่าที่พักห้องแอร์ มีเกมส์เน็ตให้เล่น 555

พอเช้า ตีห้า ตื่นมาก็หอบกระเป๋าเสื้อผ้า เดินไปปั้มน้ำมันใกล้ๆ เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมไปทำงานวันแรก (แต่ไม่ได้อาบน้ำ ทนเหม็นหน่อยเอาแป้งเด็กทาตัวดับกลิ่นไปก่อน)

ไปทำงาน และ ตอนพักเที่ยง เดินไปหาหอพักแถวๆนั้น(ผมไปอยู่แถวๆ ม.พระจอมเกล้าบางมด)
เพราะระหว่างเดินหางานผมก็หาหอพักไปพร้อมๆกัน เวลาผมมีจำกัด ถ้าหาไม่ได้ก็ต้องไปนอนร้านเกมส์อีกแน่ๆ

เจอห้องพักราคาถูกเดือนละ 1 พันบาทไม่ต้องมัดจำ รวมน้ำไฟแล้ว เลยสนใจมาก เป็นห้องพักเก่าๆ ตึกอาคารพานิชย์เก่าๆแบ่งห้องให้เช่า ในห้องไม่มีอะไร นอกจากพัดลมเพดาน กับเสื่อน้ำมันเก่าๆ
ห้องน้ำรวม ห้องน้ำก็เก่ามากๆ ไม่มีฝักบัว มีแต่ก๊อกกับโอ่งดินเก่าๆเล็กๆ รองน้ำกับขัน 1 ใบ
ในตึก มีทั้งหมด 20 ห้อง มีคนอยู่ประมาณ 4 ห้อง ที่เหลือร้างหมด ดึกๆเหมือนตึกร้างเลย แต่ผมไม่กลัวผีหรอกนะ

เลยเอาเงินวางจอง 1 พันบาท หอบเสื้อผ้าไปนอนวันนั้นเลย   ได้ที่พักแล้ว 1 เดือน  ได้งานทำแล้ววันละ 300 บาท   ครบองค์ประกอบการรอดชีวิตแล้ว

การอยู่ในหอพัก ผมไม่มีหมอน ไม่มีผ้าห่ม ฯลฯ มีแต่เสื้อผ้าติดตัวมาเท่านั้น
เสื้อ 4 ตัว กางเกงยีนส์ 3 ตัว กางเกงใน 5 ตัวแปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ที่ตัดแบ่งจากลพบุรีมาครึ่งก้อน
เวลานอนก็ต้องเอาเสื้อผ้ามามัดทำเป็นหมอนหนุนหัวเอา

(ลืมบอกไปว่า ก่อนผมจะมา กทม.ผมยืมเงินพี่ข้างบ้านไว้ 1 พันบาท ทิ้งไว้ให้ลูกเมียกิน ตัวผมเอาเงินจากขายของมา 2 พันบาท)

เงินเหลือติดตัวทั้งสิ้นประมาณ 800 บาท ณ.วันที่ 1 ของเดือนต้องอยู่ให้ได้ถึงสิ้นเดือนกับเงินสุดท้ายนี้ เพื่อเงินเดือนออกจะได้รอด ผมเดินไปทำงาน เพราะมันไม่ไกลมากประมาณ 3 กิโล ถ้าโชคดีเจอรถเมล์ฟรี ก็โดดขึ้นเลย

ทำงาน ตอนเที่ยงไม่ได้กินข้าว กินแต่น้ำเอา ตอนเย็นเลิกงาน ไปซื้อข้าวเปล่า 10 บาท กับปลากระป๋อง ยีห้อ ซีเล็ครถเผ็ด(กระป๋องเขียวๆ) ราคา 14 บาท(ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ขึ้นราคาหรือยัง)  รวมแล้ว 24 บาท(เอาขวดเปล่ากดน้ำตู้ 1 บาทไว้กิน)  ผมซื้อปลากระป๋องแทบทุกวัน จนเด็กในร้านจำผมได้  เท่ากับว่าผมใช้ชีวิตอยู่ได้ ด้วยเงินวันละ 25 บาทเท่านั้น  30 วัน x 25 บาท ผมใช้เงินทั้งหมด 750 บาท......

ผมกินข้าวกับปลากระป๋อง เกือบทั้งเดือน
ถ้าเบื่อผมก็เอาเงิน 25 บาทที่เป็นงบค่ากิน ไปซื้อข้าวไข่เจียวกล่องละ 20 บาท + ลูกชิ้น 1 ไม้ 5 บาท
หรือ หมูปิ้งไม้ละ 5 บาท 3 ไม้ + ข้าวเหนียว 10 บาท ก็สามารถอิ่มได้ มันสนุกที่จะทำไง ให้เงิน 25 บาท ซื้อของกินให้ได้มากที่สุด อิ่มที่สุด จานช้อนส้อมไม่มี ตอนซื้อข้าวไข่เจียวกล่องได้กล่อง กับช้อนพลาสติก(ที่มันคมๆบาดปากได้) ก็เอาอันนั่นแหละ เป็นภาชนะไว้เทข้าวกิน กินเสร็จก็ล้างใช้ต่อ
เสื้อผ้าก็ซักในห้องน้ำ ผงซักฟอกก็ใช้สบู่ละลายน้ำ ซักผ้าเอาแค่พอไม่ให้เหม็นเท่านั้น ไม่ต้องสะอาดมาก ผมซื้อปลากระป๋อง เซเว่นทุกวัน จึงเอาเงินสด เติมเข้าบัตร เซเว่นไป 500 บาท (เพราะดูแล้วว่าคงต้องกินแบบนี้ทั้งเดือนแน่ๆ) เงินสดที่เหลือไว้ซื้อข้าวเปล่า บางครั้งก็ซื้อ 5 บาท บางครั้งก็ 10 บาท
แล้วใช้เงินในบัตรซื้อปลากระป๋อง จนได้แต้มมาส่วนหนึ่ง แล้วเอาแต้มนั้นแลกเป็นของอย่างอื่น เช่น มาม่า ขนมปัง นม ฯลฯ แล้วแต่ว่าพอหรือเปล่า

ผมไม่มีเงินเติมมือถือ รับสายได้อย่างเดียว ตอนนั้นของ true มีบริการยืมเงินค่าโทรได้ 30 บาท
ผมก็กดยืม เพื่อเอาไว้โทรหาลูกเมียที่บ้าน วันเว้นวัน โทรวันละ 2 - 3 นาทีก็รีบวาง หรือไม่ก็ให้เมียสมัครโปร 9 บาทโทรฟรี 2 ทุ่ม - 6 โมงเช้า โทรมาหาผมแทน ถ้าอยากคุยนานๆ แต่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่โทร

ยอมรับว่าตอนอยู่คนเดียว คิดถึงลูกมาก และเป็นห่วงเมียที่กำลังท้องอยู่ด้วย ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะไปช่วยยังไง ลูกป่วยจะทำไง ฯลฯ แต่ก่อนมาก็ฝากพี่ข้างบ้านช่วยดูแลไว้แล้ว คงไม่เป็นไรหรอก คิดแบบนั้นตลอดเวลา

ลืมบอกสิ่งที่ผมคิดว่า ผมก็ประทับใจตัวผมจนทุกวันนี้(ชมตัวเองก็เป็น) ที่สุดก็คือ ทุกวันศุกร์ตอนเลิกงานแล้ว ผมจะนั่งรถเมล์ฟรีสาย 21 ไปลงหัวลำโพง และ ต่อรถไฟฟรีเพื่อกลับไปหาลูกเมียที่ ลพบุรี ขึ้นรถเที่ยว สามทุ่ม(ถ้าจำไม่ผิด) ไปถึงลพบุรี ประมาณเที่ยงคืน ขอยืมจักรยานของ จนท.รถไฟ ขี่ไปหาลูกที่บ้าน (ขอยืมเค้า พี่เค้าก็ใจดีให้ยืมทุกครั้ง) แล้วอยู่กับลูกเมียเย็นวันอาทิตย์ ก็นั่งรถไฟฟรีกลับ กทม. มาทำงานตอนเช้าวันจันทร์ต่อ ผมทำแบบนี้ทุกสัปดาห์ เพราะมันอดไม่ได้จริงๆที่ไม่ได้เจอลูกเมีย

จนถึงวันที่ 30 ที่เงินเดือนแรกจะออก น้ำหนักผมลดไป 5 กก.แต่ไม่เป็นไรไม่ป่วยอะไร
ผมเหลือเงินติดตัวสุดท้าย 50 บาทในวันสุดท้ายก่อนเงินเดือนออก

เย็นนั้นผมเอาเงินนี้ไปซื้อข้าวมันไก่ 30 บาท + น้ำอัดลม 15 บาท

จำได้จนถึงวันนี้ว่า เป็นมื้อที่ผมมีความสุขที่สุดในโลก เพราะ.....

ผมได้อดทนมาถึงขนาดนี้ได้ ด้วยเงินแค่ 800 บาทอยู่ได้ทั้งเดือน

หลังจากเงินเดือนออก 9000 บาท
ผมก็เอาเงินไปมัดจำห้องคอนโดเก่าๆ มีห้องน้ำในตัว เช่าเดือนละ 1500 บาท
แล้วที่เหลือ ผมก็ไปพาลูกเมียมาอยู่ด้วยกัน (ตอนนั้นเมียกำลังท้องประมาณ 6 เดือน)
เหลือเงินจากหักย้ายบ้าน มัดจำคอนโดนแล้ว เหลือประมาณ 5 พันบาท

เพิ่มเติมนะครับ ตรงนี้ท่านที่ไม่ทราบว่าทำไมผมทำงานร้านคอมฯ แล้ว หยุด ส-อา. ได้เงินเต็มเดือน
ตอนผมทำงานผมบอกพี่เจ้าของร้านให้ทราบทุกอย่างตามความเป็นจริงว่า ไปยังไง มายังไง ว่าผมต้องทิ้งลูกเด็กและเมียท้องไว้ที่ ตจว.ไม่มีคนดูแล เงินที่บ้านก็มีนิดเดียว ผมต้องขอหยุด ส-อา เพื่อกลับไปดูแล ลูกเมีย พี่เจ้าของร้านก็ใจดีบอกไม่เป็นไร เพราะปรกติ ส-อา พี่เค้าจะมาดูร้านประจำอยู่แล้ว ส่วนค่าแรง พี่เค้าจะให้ผมเต็มเดือน ถือว่าช่วยหลานเล็กและเด็กในท้อง (ผมน้ำตาซึมเลยไม่คิดว่าพี่เค้าจะยอมช่วยขนาดนี้ แค่รับผมไว้ก็ดีใจแล้ว)

ซึ่ง 5 พันบาทนี้สำหรับ 3 ชีวิต และ อีก 1 ชีวิตในท้อง
ผมคิดว่ามันเพียงพอแล้ว กินได้อาทิตย์ละ 1 พันเหลือเฟือเลย

นั่นแหละครับ ชีวิตที่ต้องเสี่ยง และ เดิมพัน เพื่อคนอื่น

ทุกอย่าง ทุกปัญหามีทางออกครับ เพียงแต่เราต้องใช้สติ และ ปัญญาให้รอบคอบ

เพิ่มเติมครับสำหรับท่านที่เป็นห่วง.......
เรื่องที่เล่ามาเป็นเรื่องที่เกิดเมื่อ "สองปีที่แล้ว" ก่อนลูกคนเล็กจะคลอดครับ
ณ.วันนี้ ผมก็อยู่ได้เรื่อยๆครับ ไม่ถึงกับรวย แต่ก็ไม่ลำบากมาก
สิ่งที่ผมเจอมานั้น อยากจะแชร์ให้ท่านที่คิดว่า ท้อ เหนื่อย เบื่อ เครียด เสียใจ ฯลฯ กับชีวิตที่สิ่งไม่ดีเข้ามาหาเรา

ผมอยากให้ท่าน อย่าถอย จงสู้กับมันครับ สู้ด้วยสติ และ พิจารณาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น บางสิ่ง เรามองเห็นแต่ไม่ได้สนใจ ทางหลายๆอย่างมันมีทางออกแน่นอน
- คนตกงาน ขอให้สู้ต่อครับ ผมก็ตกงานเกือบครึ่งปีมาก่อน
- คนเป็นหนี้สิน หาทางสู้ครับ ผมก็เป็นหนี้มากมายก่อนเป็นแสนๆ
- คนมีปัญหาครอบครัว หันหน้าคุยกันครับ มีอะไรจะพูด บอกให้หมดทุกอย่าง แล้ว ช่วยกันเดินไปด้วยกัน ฯลฯ  ผมเชื่อว่าเราทุกคน ท้อได้ แต่อย่าถอยครับ ถ้าเหนื่อยก็นั่งพัก ให้หายเหนื่อย แล้วลุกขึ้นเดินต่อครับ สักวันหนึ่ง มันต้องเป็นของเรา ช้าได้แต่ขอให้สู้ครับ

ข้อเท็จจริง ขอเปิดเผยบางส่วนนะครับ

- หอพักที่ผมไปอยู่นั้น อยู่ซอยประชาอุทิศ 25 เป็นอาคารพานิชย์แบ่งห้องเช่า เดือนละ 1000 บาท เข้าอยู่ได้แค่จ่าย 1000 ก่อนไม่ต้องมีมัดจำครับ(ถ้าใครอยู่แถวนั้นอาจจะเคยเห็น) จะค่อนข้างเก่ามาก ให้นึกถึงตึกร้างๆหน่อยนั่นแหละครับ ปากซอยจะเป็นร้านเซเว่น ตรงข้ามเป็นโชว์รูมโตโยต้า
- ร้านคอมฯที่ผมไปขอทำนั้น อยู่เลย ตลาด61 มาหน่อยนึงครับ ก่อนถึง รร.อิสลามวิทยาลัย หน่อยนึง ตอนนี้เค้าย้ายไปเปิดที่เซียร์รังสิตแล้วครับ
- ร้านเกมส์ที่ผมไปนอน อยู่ใกล้ๆกับแยกนาหลวงครับ ชื่อร้านจำไม่ได้ แต่ไปดูได้ครับ แถวนั้นเปิดกัน 24 ชม. ทุกร้าน เหมาจ่ายเย็นถึงเช้าไม่เกิน 80 บาทครับ

ทีมาของบทความ     http://pantip.com/topic/31546057

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทความที่น่าสนใจ

การวิเคราะห์ทางเทคนิค เเละ การหาจังหวะเข้าทำกำไร
รูปแบบของกราฟ การเคลื่อนไหวของกราฟราคารูปร่างแปลกๆ ที่น่าสนใจครับ